ผู้เขียน หัวข้อ: มาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  (อ่าน 26204 ครั้ง)

GIGGGGGG

  • บุคคลทั่วไป
มาม่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
« เมื่อ: มกราคม 13, 2009, 09:04:33 pm »
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ  ขอแชร์ข้อมูลที่คิดว่าน่าสนใจด้วยคนนะคะ  คือมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากเลย เริ่มเลยนะ เพื่อนๆเคยแบบว่าหิวมากแต่ไม่รู้จะกินอะไร หิวมากแต่ขี้เกียจเดินไปซื้อข้าวหน้าปากซอย หรือหิวประมาณนึงได้กินอะไรรองท้องนิดนึงก็ยังดี แบบไม่ต้องอิ่มมาก เป็นอาหารที่ทำง่ายๆไม่เกิน3นาที อาหารที่รับประทานง่าย หาซื้อง่าย และราคาประหยัด อร่อยด้วย ใช่แล้วกำลังพูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ค่ะ ทุกคนคงจะเคยทานนะคะ แต่วันนี้จะมาพูดถึง "มาม่า" ค่ะ ชื่อนี้คงคุ้นหู คุ้นตาเพื่อนๆทุกคนนะคะ ก็เค้ามีมานานแล้วนี่นา แหม ทานกันมาเป็นสิบๆปีทราบประวัติกันรึป่าว งั้นตามาดูกันนะคะ
ประวัติ ความเป็นมา
ความง่าย อร่อย และราคาถูก ทำให้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด  จนอาจจะพูดได้ว่า "ทุกวันนี้อาหารที่คนทั่วโลกรับประทานมากที่สุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไหร่

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศญี่ปุ่น  โดยนาย  อันโด โมโมฟุกุ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท นิชชิน

วันที่ 25 สิงหาคน ปี 1958  ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นประสบกับปัญหาข้ามยากหมากแพง  ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องทานแต่อาหารที่ราคาถูกและสะดวกในการทำหรือหาทาน  ซึ่งก็คือ ราเมน

วันหนึ่งของฤดูหนาวในโอซาก้า  นาย อันโด ได้เห็นสภาพของชาวญี่ปุ่นที่ยืนเข้าแถวยาวเหยียด  เพียงเพื่อรอทานราเมนแค่ 1 ชาม เพื่อเป็นอาหารคลายหนาว  ทำให้นาย อันโด ได้พยายามคิดค้น ราเมนที่ สามารถทำทานเองที่บ้าน เก็บไว้ได้นาน และราคาถูก ขึ้นมา  จนในที่สุดก็ได้ "ชิกิ้นราเมน" ขึ้นมา

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตอนแรก ทำโดยนำเส้นราเมนที่ได้จากผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่(โทริคะระ)  ทอดในน้ำมันปาล์มเพื่อไล่ความชื้นออกไป  ทำให้เก็บไว้ได้นานและแค่เพียงเติมน้ำร้อน   เส้นก็จะคืนสภาพเดิมสามารถกินได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติมเลย  เพราะว่าเส้นผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่แล้ว (ในตอนแรก ชิกิ้นราเมนมีราคาอยู่ที่ 35 เยน)

ในปัจุบัน ชิกิ้นราเมน ก็ยังเป็นรสที่ขายดี ที่ยังคงความอร่อยมาอยู่ถึงทุกวันนี้

ต่อมา นาย อันโด ก็ได้ ก่อตั้งบริษัทนิชชินขึ้นมา  และได้พัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติและรูปแบบอื่นๆขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "คัพเมน" ที่ได้แนวคิดมาจากการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนอเมริกา (ในตอนแรกนั้นภาชนะที่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็น ชาม แต่เพียงอย่างเดียว)

สำหรับ คัพเมน(หรือคัพนู้ดเด้ล)นั้นยังมีเกร็ดที่มาของความนิยมอยู่  คือในตอนแรกนั้น ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก  จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การลักพาตัวประกันโดยกลุ่มต่อต้านจักรวดิญี่ปุ่น ที่จังหวัดนากาโน่ 

ในเวลานั้นได้มีการถ่ายทอดสดตลอดเวลา ต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 10 วัน อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ญี่ปุ่น(90%)  และนอกจากภาพเหตุการณ์การละกพาตัวประกันแล้ว ยังมีภาพของคนที่กำลังทาน คัพนู้ดเด้ลในสถานที่เกิดเหตุด้วย (ปกติคนญี่ปุ่นจะทานข้างกล่องหรือ เบ็นโตะ แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น เป็นช่วงอากาศหนาวเย็น ทำให้ข้าวกล่องแข็งจนทานไม่ได้)
คนญี่ปุ่นจึงได้รู้จัก คัพนู้ดเดิ้ล ในวงกว้าง และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกจนเป็นอาหารที่คนทานมากที่สุดในโลก
(ถ้าจะย้อนประวัติของ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คงต้องย้อนไปถึง "โลเมียง" ซึ่งเป็นภาษาจีน ที่แปลว่า "บะหมี่ที่ต้มแล้ว" บะหมี่แบบจีนเป็นอาหารที่นิยมอย่างมากในเมืองซับโปโร  และพื้นที่อื่นของประเทศญี่ปุ่น)
สำหรับประเทศไทย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เข้ามาราวปี พ.ศ. 2514-2515  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อแรกในประเทศคือ "ซันวา"  ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุ่นที่ต้องต้มก่อนทาน  ส่วน "มาม่า" เป็นยี่ห้อที่ 3-4 ของประเทศไทย หาใช่ ยี่ห้อแรกอย่างที่ใครๆเข้าใจกัน
"มาม่า" จัดเป็น "Generic Name" หรือชื่อสามัญที่คนไทยในปัจจุบันใช้เรียก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป   ซึ่งแสดงถึงPowerของยี่ห้อ มาม่าได้เป็นอย่างดี
(จากการสำรวจของบริษัท ซินโนเวต ในปี 2007 มาม่าเป็นตามสินค้าอันดับ 2 ที่ผู้บริโภคชาวไทยนึกถึง  ส่วนอันดัน 1 คือ โนเกีย)
ผู้ให้กำเนิดมาม่าคือ  บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือ TF ซึ่งอยู่ใต้ร่มธงของเครือสหพัฒน์ 
(บริษัทไทยเพรซิเด้นท์ ฟูดส์ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2515)
สาเหตุที่มาม่าได้รับความนิยมอย่างมากและต่อเนื่องนั้น

ถ้าวิเคราะห์ตามหลัก 4Ps คือ
Price ราคาที่ ถูก คือ 5 บาท โดยที่ทางสหพัฒฯได้เน้นที่ กลยุทธ์ Pricing เป็นอย่างมาก  ทำให้มาม่ามีราคาขายแค่ 5 บาท เป็นเวลานานถึง 10 ปี

Place มาม่ามีวางจำหน่ายทุกร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านโชห่วย ห้างสรรพสินค้า หรือแผงหาบเร่ อีกทั้งยังครอบคลุมทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง(หมู่บ้านบนเขาหรือเกาะกลางทะเล)

Product มาม่ามีหลายรสชาติให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น รสหมูสับ ต้มยำ ฯลฯ และมาม่ามักจะเป็นผู้นำทางด้านการคิดค้นรสชาติใหม่ๆเสมอ

Promotion มาม่ามีโปรโมชั่นการขายสินค้าที่หลายหลากและต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ลด แลก แจก แถม ซึ่งเปลี่ยนสลับกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด

นอกจากนี้ มาม่า ยังใช้กลยุทธ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ด้วยวิธีการนำเสนอในรูปแบบ ถ้วยและชาม ที่เน้นความสะดวกในการทาน  และยังสร้างภาพลักษณ์ให้กับยี่ห้อด้วยการ ออก แบบถ้วยกระดาษ ที่เน้นถึงความอนุรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

ปัจจุบัน คนไทยทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 ล้านซองต่อวัน และเป็นการทานมาม่ามากกว่า 50%
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในยุคศตวรรษที่ 50 จนถึงปัจจุบัน และยังคงเป็นอาหารที่มีคนรับประทานในปริมาณต่อหน่วยต่อบุคคลมากที่สุด(ในกลุ่มชนชั้นกลางและกลางล่าง) อีกทั้งยังเป็นอาหารที่มีทานแทบจะทุกชนชาติ  ทั้งๆที่ถือกำเนิดมาแค่ครึ่งศตวรรษ 

 "มาม่า" ของบริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด น่าจะจัดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ไม่มีบะหมี่ยี่ห้อใด ในโลก ที่สามารถคิดค้นให้ได้รสชาติที่แตกต่างกัน มากกว่า 30 รส และ แจกทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท ฟรี ฟรี ให้กับผู้บริโภค เป็นประจำทุกปี นอกเหนือจากการแถม ตะเกียบ ในมาม่าคัพ

มาม่า นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ที่รู้จักกันดีในประเทศแล้ว ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในต่างประเทศอีกด้วย เห็นได้จากยอดจำหน่าย มาม่า รสลาบเป็ด ในแถบชายแดนไทย-กัมพูชา และรสปลาร้าทรงเครื่อง ที่ขายดีมากในแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว

อะสุจิ คารูอึ หัวหน้าแผนกวิจัย ของบริษัทโซนี่ เคยพูดว่า เขายึดถือการพัฒนาของ มาม่า เป็นต้นแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อิเลคโทรนิคทุกชนิดของโซนี่ เขารู้สึก ทึ่ง และศรัทธา ในความเป็นอัจฉริยะของเฮียเล้งผู้ริเริ่มผลิตมาม่าอย่างยิ่ง และได้พยามยามลอกเลียนแผนการตลาด ของมาม่า มาโดยตลอด

ครั้งหนึ่ง บริษัทโซนี่ เคยแถมซองเครื่องปรุง และ น้ำพริกเผา ไปในกล่องบรรจุเครื่องเล่นDVD รุ่น ปิ๊โต ปรากฎ ว่า ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างมาก ยอดจำหน่ายสูงกว่า รุ่นใด ใด ที่โซนี่เคยผลิต จนทำให้คู่แข่งสำคัญอย่าง Panasonic ต้องแก้เกมการตลาด ด้วยการแถม กระเทียมเจียวไปในกล่องบรรจุเครื่องรับโทรทัศน์ ลองดูบ้าง แต่ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก เพราะคนญี่ปุ่นไม่นิยมบริโภคกระเทียม

นักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง เคยขออณุญาตนำ มาม่า รสหมูสับติดตัวไปในการเดินทางสำรวจอวกาศกับยาน ชาเลนเจอร์ แต่ถูกคัดค้านจาก องค์การ นาซ่า เนื่องจากนักบินอีกคนหนึ่งในยานลำนั้น เป็นอิสลาม แพ้หมูอย่างรุนแรง ภายหลังจึงต้องเปลี่ยนเป็น รสเป็ดพะโล้ จากการทดลอง ต้ม มาม่า ในบรรยากาศชั้น Maku ที่ไร้แรงโน้มถ่วงของโลก นักบินอวกาศ พบว่า เส้นบะหมี่จะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ แต่การรับประทาน จะลำบากเล็กน้อย เพราะเส้นมักจะกระเด็นเข้าตา และตะเกียบแต่ละข้าง จะลอยไป ลอยมา ไม่ค่อยอยู่เป็นคู่ (( ต่อมา องค์การ นาซ่า ได้คิดค้น Space Chopsticks หรือ ตะเกียบ อวกาศ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน ของนักบิน )) ส่วนผลที่ว่า มาม่า ทำให้นักบินอวกาศท้องอืดหรือไม่ อย่างไร ?? นั้น ถูกปกปิด เพราะเป็นความลับของทางราชการ

นอกจากความมหัศจรรย์ระดับโลก ของ มาม่า แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ มาม่า เป็นที่นิยมแพร่หลาย ก็คือ ความสะดวก ในการปรุงเป็นอาหาร เพราะสามารถพร้อมรับประทานได้ ในเวลาเพียง 3 นาที
และการต้ม มาม่า ยังถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งทีมีทั้งศิลปะชั้นสูง และปรัชญาลึกล้ำ อันสะท้อนถึแก่นแท้ของจิตใจแห่งมวลมนุษยชาติ อีกด้วย            ซึ่งจะได้นำมาเสนอ ในตอนต่อไป

พระคุณแม่ หนักเพี้ยง พสุธา
พระคุณมาม่า หนักกว่า ขุนเขา
สหพัฒน์ฯ ทำบะหมี่ ให้พวกเรา
อร่อยไม่เบา ขอให้เขา จงเจริญ...

 

คลายเครียดกันขำขำ นะค๊า

 :-*   ยังไม่ได้แจ้งชื่อเสียงเรียงนาม

ศิรินยา   นนทภา  รหัส 5157403276  (กิ๊ก ค่ะ)