ผู้เขียน หัวข้อ: To: Executive MBA # 15 Sec.3  (อ่าน 231094 ครั้ง)

515740305-6

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #75 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 11:25:40 pm »
# 515740305-6 น.ส.พัชรี  ยอดสง่า
             

                                  อยากจะกล่าวถึงการบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์บ้าง ซึ่งมีความสำคัญในการบริหารงานของธุรกิจ ซึ่งมีการแข่งขันในตลาดสูง ตัวอย่างของ Merck
   Shop & Dohme Co.,Ltd.  ซึ่งได้บริหารงานในส่วนนี้จนประสบผลสำเร็จ ในอดีต เมอร์ค มีหน่วยลูกค้าสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้า โดยแยกไปตามแผนกจาก
   วิธีการทำงานดังกล่าว ทำให้เกิดภาวะที่บริษัทเกิดช่องทางติดต่อกับลูกค้าหลายทาง แต่ละช่องทางหรือแต่ละแผนกต่างๆก็มีลักษณะต่างกันไป ลูกค้าจะเห็นภาพของบริษัท
   ในหลายๆแบบ ขึ้นอยู่กับคนหรือแผนกที่ติดต่อด้วย ที่สำคัญระดับคุณภาพของการทำงานขึ้นกับความสามารถและประสบการณ์เฉพาะตัวบุคคล เพราะระบบการทำงานและ
    ระดับมาตรฐานการทำงานของแต่ละแผนกไม่เทากัน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการจัดการลดลง อยู่ในระดับไม่น่าพอใจ ลูกค้าอาจได้รับบริการที่ไม่เหมือนกันและอาจเกิด
    ความไม่พึงพอใจ
                                   ผู้บริหารระดับสูงที่มีวิสัยทัศน์ มีทัศนคติในการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มีบทบาทร่วมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในองค์กรของ เมอร์ค ที่
    ต้องการสร้างระดับมาตรฐานการทำงานเพื่อให้ลูกค้าพอใจ ต้องการสร้างความเสมอต้นเสมอปลายของระดับความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
    ต้องการเพิ่มระดับความพึงพอใจของลูกค้าให้สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ เมอร์ค ต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นเหตุให้คิดริเริ่มแผนกศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์
                                   ปัจจุบัน แผนกศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ประกอบด้วย บุคคลากรทั้งหมด 19 คน เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลและบริหารงานลูกค้าโดยรวม และเป็น
    ช่องทางการติดต่อระหว่าง ลูกค้ากับเมอร์ค รวมทั้งดูแลฐานข้อมูลของลูกค้าพร้อมกับรับผิดชอบการปรับขั้นตอนการทำงานและงานธุรการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าทั้งหมด
    การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะผ่านทางแผนกศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์แห่งนี้ทุกวัน ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงขึ้นรู้สึกว่าการดำเนินธุรกิจกับ เมอร์ค
    สะดวก และมีประสิทธิภาพเป็นลักษณะ Single Point of Contact กล่าวคือ มีช่องทางการติดต่อทางเดียวทำให้การรวบรวมคำสั่งซื้อผนวกกับการจัดการดีขึ้นอย่าง
    เห็นได้ชัด ระบบการทำงานมีมาตรฐานการให้บริการข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ดีเสมอ แต่ละแผนกงานมีขนาดเล็กลง เนื่องจากมีการโอนทีมลูกค้าสัมพันธ์จากทุกแผนกไปอยู่ที่
    แผนกศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ช่วยให้การทำงานง่ายและชัดเจนขึ้น และการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานทำได้สะดวก ที่สำคัญการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้ช่วย
    ดูแลการทำงานของพนักงานได้ดีขึ้น สามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุก เช่น Telemarket ที่ใช้จำนวนคนเท่าเดิม แต่ประสิทธิผลการทำงานเพิ่มขึ้นมาก

nidnoi2550

  • บุคคลทั่วไป
สุภาวรรณ  จุฑาสงฆ์  51574340-4  มารอบ 2ค่ะ
:Dเรียนเรื่องการตลาด  อยากแนะนำบริษัท  เพราะเน้นการตลาดเข้ามาช่วยโดยตรง  ขอแนะนำ บางส่วนก่อนก็แล้วกัน 
บสก. เป็นองค์กรของรัฐ   ภายใต้การกำกับดูแลของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541  เน้นการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และเป็นธรรม
     บสก.ก่อตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL และ NPA)  ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยการรับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินต่าง ๆ มาบริหารจัดการ ด้วยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริต และแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน  ปัจจุบัน บสก. บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่รับซื้อรับโอนจากสถาบันการเงิน และมีทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ซึ่งประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อาทิ ที่ดินเปล่า  บ้านเดี่ยว  ทาวน์เฮาส์  อาคารพาณิชย์  อาคารสำนักงาน ฯลฯ  โดย บสก. ได้คัดอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพมาปรับปรุง และพัฒนาให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด  เป็นการฟื้นฟูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
     บสก. มีสำนักงานต่างจังหวัด 24 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการรองรับลูกค้า ทั้งทางด้านการปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งการบริหารจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายอย่างครบวงจร 

  วิสัยทัศน์       
“BAM จะมุ่งสู่การเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้”
เพื่อน ๆ ที่อยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม ช่วยกระทู้มานะค่ะ 

ถึงแม้ว่าในช่วงระยะเวลา  10 ปีเศษที่ผ่านมา   ประเทศไทยประสบปัญหา   ฟองสบู่แตก   ผู้ประกอบการธุรกิจ  ต่างได้รับผลกระทบกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะธุรกิจทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์   โครงการหมู่บ้านจัดสรร ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในช่วงนั้น  ไม่สามารถฟันฝ่าภาวะเศรษฐกิจไปได้   เป็นผลทำให้มีอสังหาริมทรัพย์ที่รอการขายยังค้างอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก    ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการจัดสรรร้าง   บ้านในสภาพที่ก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ บริษัทเล็งเห็นโอกาสเหล่านี้     ประกอบกับ บริษัทฯ  มีทรัพย์สินรอการขายประเภทนี้เป็นจำนวนมาก    คณะทำงานจึงตัดสินใจทำโครงการ “  บ้านมือสอง  คุณภาพมือหนึ่ง  “    ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค  ถึงแม้ว่าการขายบ้านมือสองจะมีมาเป็นเวลานาน   ทั้งการซื้อขายจากบุคลทั่วไป   สถาบันการเงิน   และผู้ประกอบการอื่นๆ   แต่ยังไม่มีการทำการตลาดที่ชัดเจน   รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและบริการหลังการขาย   ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการนี้เป็นการนำสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลับคืนสู่ระบบ  และบริหารสินทรัพย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  อีกทั้งเป็นการสร้าง   Brand  ให้บุคคลทั่วไปรู้จักบริษัท ฯ มากขึ้น ในการจัดทำแผนการตลาดของบริษัท ฯ อาศัยกลยุทธ์หลายรูปแบบ โดยเน้นที่การสร้างความแตกต่าง และการเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารหลายช่องทางเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้   
      การจัดทำแผนการตลาดในครั้งนี้    คณะทำงานได้คัดเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่น่าลงทุนคือ บ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น  จำนวน 75 หน่วย ในโครงการหมู่บ้านเมืองประชา   จังหวัดขอนแก่น   ด้วยเหตุผล    จังหวัดขอนแก่นเป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารงานราชการ/ภาคเอกชน    และศูนย์กลางด้านการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหน่วยงานราชการ/หน่วยงานธุรกิจบริษัทเอกชน ตั้งอยู่มากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในประเทศไทย และที่น่าสนใจมีสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาจำนวนมาก ทั้งของรัฐ/เอกชน รวมอยู่ในจังหวัดขอนแก่น 

เพื่อน ๆ ที่อยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม ช่วยกระทู้มานะค่ะ

[/size16
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2009, 09:37:05 am โดย nidnoi2550 »

winijchai515740321-8

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #77 เมื่อ: มกราคม 11, 2009, 02:16:14 pm »
นางสาววินิจฉัย  นาลา  515740321-8
สวัสดีอาจารย์และเพื่อนๆทุกคนค่ะ
    เมื่อไม่นานมานี้หลังจากฉลองปีใหม่กันแล้ว มีรายการโทรทัศน์ช่อง 9 คะ นำเสนอในเรื่องของกลยุทธ์การตลาดของ "สิงห์ ไลฟ์" ค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่นำเสนอได้น่าสนใจมากๆเลยคะ ดิฉันจึงมีความคิดที่จะนำมาเล่าสู่เพื่อนๆฟัง พยายามหาคลิปย้อนหลังของรายการแล้วแต่ก็หาไม่เจอคะ งั้นเรามาจับตาดูการทำ Brand Stretching ของ "สิงห์ ไลฟ์"กันเลยคะ
    ดิฉันเชื่อว่าเพื่อนส่วนใหญ่อาจจะเคยได้ยินคำว่า "สิงห์ ไลฟ์" มาก่อนแล้วนะคะ แต่เมื่อเร็วๆ นี้เราอาจจะได้ยินหรือได้พบเห็นข่าวการยืดตราผลิตภัณฑ์ (Brand Stretching) เข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้า ของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ หรือ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ภายใต้ชื่อ สิงห์ ไลฟ์ (Singha Life) โดยปกติแล้วหากเราพูดถึงเครื่องดื่มตราสิงห์นั้น คนส่วนใหญ่ก็จะรู้จักผลิตภัณฑ์ของบุญรอด บริเวอรี่ ว่า เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เบียร์และเครื่องดื่มโดย มีตราสินค้าที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เบียร์สิงห์ เบียร์ลีโอ ไทเบียร์ น้ำดื่มตราสิงห์ หรือ โซดาสิงห์
   ในเรื่องของ “การขยายตราผลิตภัณฑ์” หรือ Brand Extension กับคำว่า “การยืดตราผลิตภัณฑ์” หรือ Brand Stretching นั้นจึงขออธิบายคำจำกัดความโดยคร่าวๆ ดังนี้คะ
                 การขยายตราผลิตภัณฑ์หรือ Brand Extension นั้นคือการนำตราสินค้าสินค้าเดิมที่มีอยู่ ไปใช้ในหมวดสินค้าใหม่ (New Category) ที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม (Product Class) ตัวอย่างของการขยายตราสินค้าดังกล่าวเช่น สินค้าในหมวดน้ำอัดลมของโค้กนั้น เมื่อบริษัทตัดสินใจสร้างหมวดสินค้าน้ำอัดลมแบบไร้น้ำตลาดจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ โค้ก ซีโร่ ซึ่งลักษณะของใช้ตราสินค้าเดิมกับสายผลิตภัณฑ์ในหมวดสินค้าใหม่ที่ขยายออกไป และเป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหมวดสินค้าเดิมนั้นรวมเรียกว่า Brand Extension
ส่วนการยืดตราผลิตภัณฑ์หรือ Brand Stretching เกิดขึ้นในกรณีที่บริษัทตัดสินใจที่จะนำตราสินค้าเดิมที่ใช้อยู่ไปใช้กับ กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิม เช่นเราอาจจะรู้จักสินค้ายี่ห้อยามาฮ่า (Yamaha) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ แต่เมื่อบริษัทตัดสินใจที่จะขยายสายผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรี ยามาฮ่านั้นไม่ได้ออกแบรนด์ใหม่เพื่อใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้แต่ยังคงใช้ตรายามาฮ่า เป็นตราสินค้าเครื่องดนตรีด้วย ซึ่งการยืดตราสินค้าเดิมไปกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในลักษณะนี้เรารวมเรียกว่า Brand Stretching
              สิงห์ ไลฟ์ ก็เป็นการยืดตราผลิตภัณฑ์ แบบข้ามกลุ่มของบุญรอดฯ จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม  ไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าโดยอาศัยความแข็งแกร่งของ ตราสิงห์ เป็นตัวผลักดัน (Driver Role)  โดยทาง บุญรอดฯ คิดว่าจะใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์สิงห์ ไลฟ์ นั้น มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ให้ดูมีความเป็นไลฟ์ สไตล์ เป็นสินค้าของคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากเดิมที่ตราสินค้าแบรนด์นี้จำกัดตัวเองอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มมานาน และตราสินค้าก็ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีอายุ และไม่ได้รับความนิยมสูงมากนักในหมู่คนรุ่นใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเก่าที่เติบโตคู่กับตราสิงห์มานาน ดูเหมือนว่าเรื่องการยืดสายผลิตภัณฑ์โดยกระโจนข้ามสายพันธุ์หรือข้าม Product class ของ สิงห์ ไลฟ์ นั้นดูจะเป็นเรื่องใหม่ในบ้านเรา แต่ที่จริงแล้วการขยายสายพันธุ์ของผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเพราะเราอาจจะพบเห็นสินค้าแบรนด์ต่างประเทศหลายๆ แบรนด์ หรือแม้กระทั่ง    แบรนด์ไทยๆ เองก็มีการขยายสายพันธุ์ที่แตกต่างออกจากสายพันธุ์เดิมอย่างสิ้นเชิงอยู่บ่อยๆ
                 แต่ในกรณีของสิงห์ ไลฟ์ นั้นอาจจะเป็นเรื่องของความท้าทาย เพราะการตัดสินใจในครั้งนี้ กลุ่มบุญรอดฯ ตัดสินใจที่จะยืดตราผลิตภัณฑ์เข้าสู่กลุ่มธุรกิจ แฟชั่นเสื้อผ้า ซึ่งในสายตาของบางคนอาจจะดูว่ามีความขัดแย้ง หรือไม่สัมพันธ์กับสินค้าเดิมที่กลุ่มบุญรอดเคยขายอยู่ โดยมีมูลค่าการลงทุนในเบื้องต้นกว่า 70 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาตลาดและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่สิงห์ ไลฟ์ โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างตลาดคือ เป็นสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น ที่มีไลฟ์ สไตล์ สำหรับผู้รักความทันสมัย ไม่ฉาบฉวย สะท้อนถึงความมั่นใจของการเลือกใช้สินค้าของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กลุ่มบุญรอดฯ เชื่อว่า ความแข็งแกร่งของตราสิงห์ บวกกับแนวคิดของไลฟ์ สไตล์ ที่มีความทันสมัยนั้นจะเป็นตัวดึงดูดให้สินค้าได้รับความสำเร็จได้ในอนาคต
                 หากมองข้อดีของการยืดตราสิงห์มาทำสินค้าเสื้อผ้านั้นก็อาจจะมองได้ว่า ตราสิงห์เองก็มีเป็นตราสินค้าที่มีคนรู้จักกันทั่วประเทศ การทำธุรกิจแบบกระโจนข้ามสายพันธุ์เดิม เข้ามาสู่วงการแฟชั่นนั้น ก็น่าจะสามารถสร้างสินค้า ไลฟ์ สไตล์ อย่างเสื้อผ้าได้โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าการสร้างตราสินค้าใหม่ท่ามกลางตลาดสินค้าเสื้อผ้าที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง และการสร้างตราสินค้าใหม่เอี่ยมให้เป็นที่รู้จักในวงการนี้นั้นไม่ใช้เรื่องง่ายๆ  นอกจากนี้การทำการตลาดในลักษณะยืดตราสินค้านี้ก็ทำได้รวดเร็ว และหากลูกค้าของตราสิงห์มีความเชื่อมั่นในตราผลิตภัณฑ์อยู่แล้วก็จะทำให้เกิดความมั่นใจและเชื่อถือสินค้าใหม่ได้มากขึ้น
                 อย่างไรก็ตามโจทย์ของสิงห์ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายครั้งใหญ่ หากวิเคราะห์ตามกิจกรรมการตลาดที่กลุ่มบุญรอดฯ ทำได้อย่างแข็งแรงมากก็คือ การกีฬา  กลุ่มบุญรอดฯนั้นเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ด้านการกีฬา มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส หรือ กอล์ฟ ฟุตบอล หรือแม้กระทั่งกีฬาสำหรับคนพิการ ซึ่งหากกลุ่ม บุญรอดฯ นำจุดแข็งในเรื่องภาพลักษณ์ดังกล่าวมายืดสายผลิตภัณฑ์เข้าสู่กลุ่มเสื้อผ้าทางการกีฬาแล้ว ทำให้เชื่อว่ากลุ่มบุญรอดจะมีโอกาสได้รับความสำเร็จจากการกระโจนเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่ายกว่า การเข้าสู่กลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น
                  ในขณะเดียวกันการยอมรับ และการนำจุดแข็งของตราสิงห์มาใช้กับสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าการกีฬา ก็จะยิ่งน่าจะช่วยเสริมตราสินค้าให้ได้รับความนิยมมากขึ้น หากมองปัจจัยด้านผู้สวมใส่แล้ว หากนักกีฬาคนใดที่สินค้าเสื้อผ้าสิงห์เป็นผู้สนับสนุน นำพาตัวเองเข้าสู่แชมป์ หรือได้รับชัยชนะ งานของสร้างตราสินค้าข้ามกลุ่มให้ประสบความสำเร็จก็จะง่ายยิ่งขึ้น เมื่อประสบความสำเร็จการขยายตราสินค้า (Brand Extension) เข้าสู่กลุ่มเสื้อผ้าในกลุ่มอื่นๆ ก็น่าจะเป็นไปได้อย่างมั่นคง
                  การใช้สัญลักษณ์ "สิงห์" บนพื้นเหลืองดังกล่าวได้ต่อยอดนำแบรนด์มาใช้ในไลน์ธุรกิจสินค้าใหม่คือกลุ่มเสื้อผ้า และเครื่องแต่งตัวต่างๆ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การทำตลาด "ไลฟ์สไตล์ มาร์เกตติ้ง" เพื่อทำให้แบรนด์สิงห์ที่มี "เรื่องราว" และ "อัตลักษณ์" แสดงความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และเข้าไปมีส่วนร่วมในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยการหยิบ "แฟชั่น" มาเชื่อมโยง ภายใต้กลยุทธ์การขยายตราสินค้า (Brand Extension) ที่ใช้ตราสินค้าที่มีอยู่เดิมนำมาเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ตราสินค้าเดิม เข้าสู่ตลาดที่เป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม
                  แนวรุกกลยุทธ์การทำตลาด "ไลฟ์สไตล์ มาร์เกตติ้ง" ล่าสุดจัดตั้งเปิดบริษัทลูกคือ บริษัท สิงห์ เทรนด์ จำกัด ที่วางแนวทางเป็นการทำตลาดในเชิงไลฟ์สไตล์เพื่อดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า ภายใต้แบรนด์ "สิงห์ ไลฟ์"  สำหรับธุรกิจใหม่นอกไลน์เครื่องดื่มของบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เป็นของทายาทเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเบียร์สิงห์ที่ร่วมกันทั้งหมด 8 คน โดยมีผู้ถือหุ้น อาทิ ปิติ ภิรมย์ภักดี  แม้ว่าการอาศัยตราสินค้าเดิมที่มีความแข็งแกร่งที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นหรือมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ แตกขาธุรกิจไปสู่ธุรกิจทางด้านแฟชั่นเสื้อผ้า และการแต่งตัวภายใต้แบรนด์ สิงห์ไลฟ์ ที่เข้ามาเสริมทัพธุรกิจของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จะดูเหมือนเป็นนามธรรม เพราะไม่ได้เป็นธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรให้กับบริษัทเช่นเดียวกับธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ มีนโยบายการทำตลาดภายใต้กลยุทธ์ Brand Extension ขยายไลน์เครื่องดื่มกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ออกมาเพื่อสนองตอบกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพราะจากธุรกิจเบียร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้น และขยายไลน์ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์จาก น้ำดื่ม โซดาตราสิงห์ และน้ำแร่ไอโอ ล่าสุดแตกไลน์ฟังก์ชันนัลดริงก์ภายใต้แบรนด์ บีอิ้ง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่าการทำตลาดของค่ายสิงห์จะเริ่มเปลี่ยนมาให้ความสำคัญตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
                  กลยุทธ์การตลาดที่เป็นเครื่องมือในหลักการตลาดไม่มีอะไรแปลกใหม่ อีกทั้งการทำตลาดในตัวสินค้าที่เป็นเบียร์ไม่สามารถจะสร้างนวัตกรรมได้ ดังนั้นการทำตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่เป็นสมาร์ทคอนซูเมอร์ที่มีความฉลาดมากขึ้น จะต้องเป็นการสื่อสารแบบอินไดเรกต์ ที่ผสมผสานเข้าไปในการใช้ชีวิตประจำวัน และมีศิลปะของการโฆษณา ที่ไม่ใช่ฮาร์ดเซลในรูปแบบเดิมที่มุ่งการโฆษณาเพียงอย่างเดียวและไม่สามารถสร้างความจดจำ หรือตอกย้ำแบรนด์อยู่ในใจของผู้บริโภคได้อีกต่อไป ซึ่งข้อดีของการตลาดแฟชั่นมาร์เกตติ้งที่จับกลุ่มเป้าหมายด้วยไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ได้กำหนดกลุ่มลูกค้าด้วยอายุนั้น จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างกว้างในช่วงอายุระหว่าง15-40 ปีทั้งกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่น
                  ขณะเดียวกันการวางตำแหน่งแบรนด์ "สิงห์ไลฟ์" เป็นสิ่งที่นำเสนอตัวตน เป็นไปตามโจทย์หลักที่ไม่ได้ขายเสื้อผ้าแต่เป็นแฟชั่นที่อยู่ในนิยามของสิงห์ หมายถึง เราเป็นผู้กำหนดเทรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์เกี่ยวกับแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ โดยลักษณะของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นภาพสะท้อนของแบรนด์คือ กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่คนขี้แอ็ก และมีการดำรงชีวิตง่ายๆ สบาย แต่มีเอกลักษณ์และเป็นผู้นำแบบสิงห์ไลฟ์สไตล์
               นับว่าการสื่อสารแบรนด์ที่ออกมาในรูปแบบเสื้อผ้าเป็นการต่อยอดจากที่ผ่านมาที่นำเสนอแบรนด์ที่เป็นไลฟ์สไตล์ออกมาในหลายๆแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านดนตรี การแข่งขันกีฬา ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว สิงห์แมกกาซีน นิตยสารไลฟ์สไตล์แจกกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ หรือเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา สำหรับการกลับมาอีกครั้งของธุรกิจร้านอาหารสิงห์เฮาส์
                  จนถึงปัจจุบัน คือการแต่งตัว ซึ่งจะเป็นการผสมผสานในทุกส่วนไลฟ์สไตล์ที่เป็นแบรนด์เดียวกัน ซึ่งเหล่านี้จะต้องมีการแบรนดิ้งให้ผู้บริโภครับรู้ เพื่อให้เป็นสิ่งที่บอกถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยในอนาคตบริษัทยังต้องการสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ หรือเครือข่ายชุมนุมสิงห์ โดยการทำให้แต่ละจุดเชื่อมโยงกัน ซึ่งในปีหน้านี้จะมีการทำสื่อสาร หรือการทำตลาดผ่านทางเว็บไซต์อย่างจริงจัง สำหรับผลประกอบการของบริษัทปีนี้ คาดว่ามีอัตราการเติบโต 4% จากเป้าหมายเติบโต 5% ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบด้านราคาน้ำมันกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค   
                  การรุกคืบของค่ายเบียร์สิงห์ครั้งนี้ มองเผินๆ อาจดูเหมือนการ Diversify ธุรกิจของบุญรอดฯ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่การลงสู่ธุรกิจแฟชั่นเท่านั้น หากแต่เป็นการหา Platform ใหม่ๆ แตกยอดของ Lifestyle Marketing ออกไปในมิติที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดในอุตสาหกรรมเบียร์จับจองมาก่อน เพื่อเข้าประชิดไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น นอกเหนือจากใช้เรื่องของดนตรีและกีฬาอันเป็นแบบแผนปฏิบัติมานมนานซึ่งนับวันจะยิ่งยากเข้าไปทุกที
                   นับเป็นอีกครั้งที่สิงห์ขอก้าวล้ำหน้าคู่แข่ง นอกจากจะสร้างความแตกต่างแล้วยังสร้าง Bonding กับกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย “การสร้าง Branding ไม่ใช่แค่การโฆษณาเพียงอย่างเดียว สามารถสะท้อนผ่านสินค้าแฟชั่นได้ ถึงจะไม่ใช่การจับธุรกิจแฟชั่นอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรเล่นๆ เราต้องการหา Touching Point อื่นๆ ของสิงห์ ไม่ใช่แค่การถือโปรดักส์ แต่ทำให้ลูกค้าเกิด Brand Loyalty อย่างต่อเนื่องผ่านไลฟ์สไตล์ของเขา จากเดิมที่มีร้านอาหารสิงห์ เฮ้าส์ และสิงห์ แมกกาซีน อยู่แล้ว” ปิติบอก พร้อมให้รายละเอียดอีกว่า “สิงห์ ไลฟ์ มีความหมายตรงตัวว่าชีวิตของคนแบบสิงห์ จะสะท้อนให้เห็นถึงแฟชั่นของคนหัวใจสิงห์ เขาไปกิน ไปดื่ม ไปเที่ยว เขาแต่งตัวยังไง เพราะคนเราแสดงออกถึง Identity ของตัวเองผ่านแฟชั่นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ด้านดีไซน์จะไม่เน้นขายจนเกินไป อะไรที่ยื่นให้ตรงๆ Consumer ชอบปฏิเสธ ก็ต้อง Blend in ผสมผสานไม่โจ่งแจ้ง จะเน้นความสวยงาม ความประณีตในการตัดเย็บ ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน Brand Characteristic ถอดแบบมาจากสิงห์ทั้งความไม่โอ้อวด ง่ายๆ สบายๆ แต่มีคลาส มีความเป็นผู้นำ”
เป็นการแตกไลน์ธุรกิจแฟชั่นที่อิงแอบแนบชิดกับไลฟ์สไตล์ ที่ได้ทั้งเงินทั้งภาพลักษณ์ เป็นทางเลือกที่คู่ควรสำหรับแบรนด์ที่มี Loyalty Consumer จำนวนมหาศาล เครื่องดื่มน้ำดำทั้งเป๊ปซี่และโค้กต่างเล็งเห็นโอกาสนี้และทำมันให้เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน
                   เป๊ปซี่ ยีนส์ (Pepsi Jeans) เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Pepsi Co. US เน้นกลุ่มลูกค้าชายหญิง อายุประมาณ 18-28 ปี ด้วย Brand Element ที่เหมือนกับเป๊ปซี่ทุกประการนั้นคือ Taste of life
               Concept Brand คือเป็นสินค้าสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่เน้นเรื่องราวของ ดนตรี และกีฬา ซึ่งสอดคล้องกับเป๊ปซี่และสอดคล้องกับโลกแห่งแฟชั่นซึ่งให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมวัยรุ่นที่ต้องการจะแสวงหาสิ่งใหม่และเปี่ยมไปด้วยพลัง
ซึ่งเป๊ปซี่เป็นแบรนด์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ มีแฟนพันธุ์แท้ มากเพียงพอที่จะออกสินค้าแฟชั่นเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายคนยุคใหม่ได้มากขึ้น
                   ขณะที่โค้กเคยมีแบรนด์แฟชั่นของตัวเองภายใต้ชื่อ “โคคา-โคลา” ในยุค 80s แต่กลับเลือนหายไปและคงไว้เสมือนสินค้าพรีเมียมที่จำหน่ายแบบ Online Store ทาง www.coca-colastore.com เท่านั้น ที่มีสรรพสิ่งทั้งเครื่องเขียน แอคเซสซอรี่ เสื้อผ้า และของตกแต่งบ้าน
                   เป็นอย่างไรค่ะ เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยค่ะสำหรับกลยุทธ์ของผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ฟังแล้วก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ความคิดที่ใช้ตราสินค้าเดิมที่มีความเข้มแข็งและเก่าแก่ มาสู่แบรนด์ในวงการแฟชั่นนั้น ยังไงแล้วเนี้ยก็ยังมองเห็นความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเลยคะ สำหรับบริษัท สิงห์ ไลฟ์ ที่มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท มีบริษัท สิงห์ คอปอเรชั่น จำกัด เป็นผูถือหุ้นใหญ่ 92% ส่วน 8% ที่เหลือเป็นการถือหุ้นร่วมกันของภิรมย์ภักดีรุ่นที่ 4 ซึ่งภารกิจที่ "สิงห์ไลฟ์" จะต้องทำ คือการผลักดันให้แบรนด์สิงห์เป็นแบรนด์ระดับโลกนั่นเอง
 
เพื่อนๆๆท่านใดมีความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างไป ขอเชิญร่วมสนุกกับแบรนด์สิงห์ไลฟ์ดูนะค่ะ

j_naka@hotmail.com
**joy**

Okino

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #78 เมื่อ: มกราคม 11, 2009, 09:57:40 pm »
สวัสดีค่ะ...แบบว่า ๆ วันนี้ไม่มีเรื่องอะไรจะสงสัยอ่ะ แต่ว่า เครียด เพราะเพิ่งสอบ ECON เสร็จ ทำม่ะได้เลย เหออ อิฉันจะรอดไหมเนี่ย ..

เครียดอ่ะ ก็เลยมานั่งคุยในบอร์ดอ่ะ คงไม่เป็นไรใช่ไหมค่ะ เพราะจิวยี่คิดว่า ที่นี้เป็นที่ ๆ เราได้คุยกันได้อ่ะเนอะ ขอบคุณค่ะ

nipatamon

  • บุคคลทั่วไป
ถึงเพื่อนๆพี่ๆทุกๆคน ทำข้อสอบกันได้บ้างไหมน้อ
« ตอบกลับ #79 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 07:19:46 am »
จากวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. ที่ในข้อสอบ Econ เขียนผิดเป็นวันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค.
เพื่อนๆพี่ๆเป็นยังไงกันบ้างหนอ
ทำข้อสอบกันได้อยู่ใช่ไหมครับ
ใครทำไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเครียดนะครับ

วิชาสุดท้าย OM ค่อยทุ่มเทใหม่
ผมจะพยายามรีบทำสรุปส่งแจกนะครับ
บอกพี่ๆไปว่าจะทำเสร็จภายใน 3 วัน แล้วจะส่งให้วันศุกร์นะครับ 555
แต่ อัตตาหิ อัตโนนาโถ ครับ

แม้หนังสือดีเพียงใด เราไม่อ่านก็ไร้ค่า
แม้อ่านเพียงใด      เราไม่จำก็ไร้ค่า
แม้จำเพียงใด        ไม่เข้าหัวก็ไร้ค่า
แม้เข้าหัวเพียงใด     ตอบโจทย์ไม่ได้ก็ไร้ค่า
และ
แม้ตอบโจทย์ได้Aเพียงใด นำไปใช้ไม่ได้ ก็ไร้ค่า


สุดท้าย มันอยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ มิใช่รือครับ

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #80 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 09:00:28 am »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4

วันนี้เริ่มด้วยความเฮงๆๆๆ ด้วยเลข9 น่ะจ้ะเพื่อน....
ผลวิจัย ยัน การตั้งกลยุทธ์ราคาลงท้ายเลข 9 ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าเลขตัวกลม
ความเชื่อของพ่อค้าแม่ขายที่ว่า ลูกค้าชอบราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 มากกว่าเลขตัวกลม ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

โดยงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ ในวารสารเจอร์นัล ออฟ ฮอสปิตาลิตี้ แมเนจเมนท์ แล้ว เมื่อนักวิจัย 2 ราย ของมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น บริตตานี ในลอรียองต์ ของฝรั่งเศส คือ นายนิโคลาส์ กูเกน และนางเซลีน จาค็อบ ทำการศึกษาภาคสนามในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในบริตทานี ที่รองรับลูกค้าได้ 22 หัว และลูกค้ามีเมนูให้เลือกจำกัด (พิซซ่า 5 หน้า, อาหารจานเดียว 4 อย่าง, ปลา 3 รายการ และสลัด 4 แบบ)

โดยทีมนักวิจัย เลือกพิซซ่าที่ขึ้นชื่อที่สุดอันดับ 2 ของร้าน เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในช่วงเวลาหกสัปดาห์ เมื่อลูกค้ามีตัวเลือกให้เลือกระหว่างราคาที่ลงท้ายด้วยเลขตัวกลมกับที่ลงท้ายด้วยเลข 9 โดยใน 2 สัปดาห์แรก อาหารทั้งหมดในเมนู จะตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 0 ก่อนลดลง 1 ซองตีม เหลือ 7.99 ยูโร ขณะที่อาหารจานอื่นยังมีราคาลงท้ายด้วยเลขกลม ๆ เหมือนเดิม และใน 2 สัปดาห์สุดท้าย มีการปรับราคาอาหารทั้งหมด ให้ลงท้ายด้วยเลข 9

และผลการศึกษา ปรากฏว่า ความนิยมในพิซซ่าเป้าหมายเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 - 4 และกลายเป็นพิซซ่าที่ลูกค้าสั่งมากที่สุดไปอย่างง่ายดาย โดยมีออเดอร์ถึง 49.5% ของพิซซ่าทุกชนิดที่ขายในร้าน

สำหรับในช่วง 2 สัปดาห์แรก และ 2 สัปดาห์สุดท้าย ซึ่งมีการตั้งราคาอาหารทั้งหมดลงท้ายด้วยเลขตัวกลม หรือลงท้ายด้วยเลข 9 เหมือนกัน ปรากฏว่า ยอดขายพิซซ่าเป้าหมายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เพียงแต่เมื่อตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 ออเดอร์เพิ่มจากลงท้ายด้วยเลขกลม ๆ ที่ทำไว้ 34.1% เพิ่มเป็น 35.9%

ที่มา :มันนี่ ชาเนล - วรนนท์ อัศวพิริยานนท์
เป็นการตั้งราคาตามจิตวิทยา...ตามที่เรียนมาใชป่าวเพื่อนๆๆๆ



awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #81 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 09:18:29 am »
สวัสดีครับ
รายงานตัวครับ นายวิฑูรย์ จิตนิกร รหัส 515740320-0 (ป๋องครับ)
ขอแสดงความคิดเห็นกับคุณ ศิริมา ผองผาย เรื่อง อิสานเบียร์ นะครับ

      พอดีผมมองอีกมุมหนึ่งครับ(มองต่างมุม) เรื่องของชื่ออย่างเดียวเลยนะครับ การใช้ชื่ออิสานเบียร์เนี่ยอาจจะมองได้ทั้งบวกและลบ ส่วนผมมองลบครับ พอมได้ยินอิสานเบียร์เนี่ย สมองผมแว๊บขึ้นมาทันทีว่า "คนอิสานขี้เมาเหรอ" ถึงมีบริษัทน้ำเมาผลิตเบียร์เพื่อคนอิสานโดยเฉพาะ แสดงว่าตลาดน้ำเมาในอิสานเป็นตลาดใหญ่มากๆ ดูจากพื้นที่ จำนวนประชากร และผมก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าคนอิสานชอบดื่ม
      จากเหตุผลนี้ทำให้ผมมีมุมมองที่ต่างจากคุณศิริมาครับ ขอบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ

      ใครมีมุมมองอื่นลองแสดงความคิดเห็นกันดูนะครับ เรื่องนี้สนุกครับ
จากที่เพือนๆๆแสดงความคิดเรื่องนี้มา
ก้อเห็นด้วยว่า....ชื่อสินค้ามันมีความเหมาะสมหรือป่าว แม้จะมีเป้าหมายทางการตลาดชัดเจนแต่ มันขัดในเรื่องฟระเพณีวัฒนธรรม  รวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ ในองค์ที่ดำเนินกิจการตามหลักบรรษัทภิบาล

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #82 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 10:08:39 am »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
นำกลยุทธ์ CRM จ้า
กรณี ของ
มิสลิลลี่

กลยุทธ์ : CRM-Customer Relation Management

จุดอ่อน : เป็นกลยุทธ์ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ใช้เงินลงทุนสูง

จุดแข็ง : ความสูญเปล่าของงบการตลาดมีน้อย

มิสลิลลี่ ธุรกิจส่งดอกไม้ทั่วราชอาณา- จักรแบบเดลิเวอรี่ 24 ชั่วโมง เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคเมื่อ 4 ปีก่อน และทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในการส่งดอกไม้ของเมืองไทย เว็บไซต์ขายและส่งดอกไม้หลายแห่งถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งดอกไม้ แต่ยังไม่มีแบรนด์ไหนทำให้ครอบคลุมและประสบความสำเร็จเท่ากับมิสลิลลี่

กลยุทธ์ที่มิสลิลลี่ใช้มากว่า 4 ปี คือ กลยุทธ์ CRM เพื่อสร้างแบรนด์และทำให้ผู้บริโภคเกิดการภักดีในตราสินค้าและเกิดการซื้อซ้ำ ร่วมกับอีคอมเมิร์ชได้อย่างสมบูรณ์ แบบโดยการส่งดอกไม้ผ่านการสั่งซื้อทางเว็บไซต์ www.MissLily.com ใช้วิธีสะสมคะแนนสำหรับแลกของรางวัลพรีเมี่ยมและจับมือกับพันธมิตรในกลุ่มบัตรเครดิตชั้นนำลดราคา แจกสินค้าพรีเมี่ยมเมื่อสั่งซื้อผ่านบัตร

พยายามสร้างความแตกต่างของสินค้า โดยการมีแคตาล็อกของดอกไม้แบบต่างๆ ให้เลือกภายในเว็บไซต์ มีพันธมิตรกว่า 100 รายเป็นผู้กระจายสินค้าทั่วราชอาณาจักร 24 ชั่วโมงในประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งในปี 2546 ทางบริษัทกำลังปรับสู่อุตสาหกรรมดอกไม้ครบวงจรในนามลิลลี่ฟาร์มและนำดอกไม้ไปจำหน่ายในร้านอาหารชั้นนำและเปิดคีออสในโมเดิร์นเทรด เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้น

“

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #83 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 11:02:41 am »
อ่านเจอแล้วมันโดนใจ....เอามาฝากเพื่อนๆๆทุกคนจ้า
CRM กับความรัก 
 
เคยมั๊ยคะ??? เวลาที่คุณหลงรักใครสักคนหนึ่ง...
คุณจะทำยังไงให้เธอสนใจในตัวคุณ สานสัมพันธ์ต่อกับคุณและรับรักคุณในที่สุด...

เรากำลังจะพูดถึง CRM (Customer Relationship Management)
หรือการบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ ฟังดูแล้วค่อนข้างจะจริงจัง
และดูวิชาการซะมากๆ เลยทีเดียว...

เรื่อง CRM กับความรักเป็นเรื่องที่ปลาทองเคยพูดถึงให้คนรอบข้างฟังอยู่บ่อยๆ
เพราะดูจะเป็นการยกตัวอย่างที่เข้าใจได้ไม่ยากและทำให้เรื่องหนักๆ
กลายเป็นเรื่องเบาในพริบตา...


หลังจากที่คุณเองก็เล็งเธอมานาน คุณคงต้องพยายามหาทางทำให้เธอรับรู้ได้ว่า...
“ผมแอบชอบคุณอยู่” คุณจะทำยังไงให้คุณได้เข้าใกล้ตัวเธอมากกว่าแค่ “แอบ”
“แอบชอบ” “แอบมอง” “แอบคิดถึง” “แอบอมยิ้มคนเดียว” ???

แน่นอนคุณคงต้องเริ่มทำให้เธอรู้ว่าคุณมีตัวตนอยู่บนโลกใบเดียวกับเธอ
อาจเริ่มด้วยการมอง ส่งสายตา เดินผ่านเธอบ่อยๆ ให้เธอเห็นคุณอยู่ในสายตา...
จนซึมซับได้ว่า คุณเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอที่ต้องเจอะเจอ...
จากนั้นก็เริ่มส่งยิ้ม และคำทักทาย จนกลายเป็นบทสนทนา สร้างความสัมพันธ์กับเธอ

สำหรับการทำ CRM แล้ว ฐานข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมาก...
เพราะนั่นคือการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคน
ได้อย่างตรงจุดและตอบโจทย์เป็นการ customize เฉพาะบุคคล
เพราะคนแต่ละคนมีความชอบและรายละเอียดที่แตกต่างกัน

ช่วงเวลาที่คุณได้ทำความรู้จักพูดคุยกับเธอ นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณจะสามารถหาข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอ เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวคุณ เป็นการทำคะแนนอย่างหนึ่ง จากนั้น
คุณก็จะดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเธอมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น
บ้านของเธออยู่ที่ไหน ครอบครัวของเธอมีสมาชิกกี่คน ทำอะไรกันบ้าง???
เวลาว่างของเธอชอบทำอะไร ปลื้มอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า???

คือไม่ได้บอกให้คุณไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเธอนะคะ...
แต่อย่างน้อยคุณควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเธอบ้าง ถ้าคุณสนใจเธอจริงๆ
และจากข้อมูลที่ได้รู้มา จะสามารถทำให้คุณสรรหากิจกรรมที่ตรงใจเธอ
สามารถพูดคุยเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจเดียวกับเธอ และได้ใจเธอในลำดับต่อมา

คุณจะเห็นพัฒนาการของความรักของคุณ จากเป็นแค่คนที่แอบมอง
มาเป็นเพื่อน เพื่อนสนิท และมากกว่าเพื่อนสนิท แต่ในแต่ละขั้นตอน
อาจต้องอาศัยระยะเวลาสักหน่อย เพราะการสร้างความสัมพันธ์ต่างจาก
การมีเพศสัมพันธ์ สำหรับผู้ชายแล้วสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้โดยปราศจากซึ่งความรัก
แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว เพศสัมพันธ์ที่ดีควรมีพื้นฐานจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน

คุณคงต้องพยายามพัฒนาและหากลยุทธ์ต่างๆ ในการพิชิตตำแหน่งในใจเธอ
ให้ได้มากกว่า เพื่อน เพื่อนสนิท มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรัก...
แต่จะทำอย่างไรให้เธอยอมรับคุณในฐานะคนรัก ว่าที่สามีและว่าที่
คุณพ่อของลูกเธอในอนาคต อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งถอดใจนะคะ...

เพราะอย่างที่บอก CRM คือการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
อาจจะต้องอาศัยระยะเวลานานสักหน่อย...แต่สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมา
คือกลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกแล้วว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและรอคอย

การเอาใจใส่ ให้ความสำคัญอย่างสม่ำเสมอและสร้างความประทับใจ
ในกับเธอในโอกาสต่างๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ในแต่ละวันที่เธอประทับใจอยู่แล้วนั้น
จะยิ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายของคุณหนีไปไหนไม่รอดแน่ๆ ขอรับรองค่ะ..
จะไม่มีการ switching brand ไปหาชายหนุ่มคนอื่น หากคุณสามารถรักษา
ความสัมพันธ์ที่สร้างมาทั้งหมดได้อย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ : เว้นเสียแต่ว่า อาจมีตัวแปรอื่นๆ มาทำให้เกิดการผกผันได้ เช่น ราคา
หมายถึงเจอผู้ชายที่รวยกว่า ให้ offer ที่ดีกว่า หรือแม้แต่รูปลักษณ์สินค้า
ที่ดูดีกว่าตรงหน้าเธอ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเธอว่าอะไรคือปัจจัยที่เธอจะเลือก
เป็นอันดับต้นๆ

อย่าลืมนะคะ...
เวลาที่ผู้หญิงหลงรักผู้ชายสักคนแล้ว คุณก็เปรียบเสมือนออกซิเจนสำหรับเธอ
เป็นเหมือนอากาศที่เธอขาดไม่ได้จริงๆ นะ อิ อิ)


 
 

jew

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #84 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 11:38:33 am »
สวัสดีค่ะทุกท่าน
ศิริวรรณ อนุพรรณสว่าง  515740329-2
onetote@hotmail.com

เพิ่งกลับมายังไม่ได้เสนอข้อคิดเห็นเลย
ขออนุญาติแนะนำตัวเองก่อนนะค่ะ
สักครู่จะเข้ามาใหม่ค่ะ

สวัสดีค่ะ
 
พี่จิ๋ว

sakoad

  • บุคคลทั่วไป
Re:CRM กับความรัก
« ตอบกลับ #85 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 01:49:21 pm »
หัวข้อ  CRM กับความรัก  โดนใจครับ  เพราะเพื่อนผมกำลังมีความรัก แอบรักสาวห้องเดียวกัน ได้แต่แอบมอง  สงสารจริงๆๆๆๆๆ
เถลิงศักดิ์ ไทยเมืองทอง 515740289-8
thaleongsak.tha@tmbbank.com

jew

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #86 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 02:05:39 pm »
สวัสดีค่ะ
ศิริวรรณ อนุพรรณสว่าง  (จิ๋ว )515740329-2
onetote@hotmail.com


ทุกท่านได้ดูโฆษณา AIS หรือเปล่าค่ะ

คำพูดในโฆษณา

(คนป่วย=ผมหายใจไม่ออก ช่วยผมด้วย  และอื่นๆๆๆๆ

โอเปอร์เรเตอร์=ขอวางสายก่อนนะค่ะ ดิฉันจะได้โทรให้คนไปช่วย

คนป่วย=จริงเหรอครับ คุณช่วยผมจริงๆเหรอครับ) ยังมีอีกหลายคำพูดค่ะ แต่ยกคำพูดมาไม่หมด

ทีแรกดูก็คิดว่าโฆษณาโรงพยาบาล

แต่กลายเป็นโฆษณาโทรศัพท์ AIS

ก็เลยได้คุยกับคนที่นั่งดูด้วยกันว่าความเป็นจริงแล้ว กว่าจะโทรศัพท์ไปAIS เพื่อติดต่อถามเรื่องต่างๆ โทรไปติดก็เจอเครื่องอัตโนมัติรับสาย แล้วก็กดเลือกรายการตามว่า

โยงไปนนั่น โยงไปนี่ กว่าจะถึงขั้นตอนเจ้าหน้าที่รับสาย  ต้องใช้เวลานานมาก--------------------

คนป่วยที่โทรไปขอความช่วยเหลือจาก AIS  ช่างเป็นผู้ชายที่โชคดีจริงๆๆๆที่โทรไปติด แล้วมีเจ้าหน้าที่รับสายทันก่อนที่จะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ (ฮาฮา นะค่ะ)

ก็เข้าใจว่า โฆษณาชิ้นนี้กำลังสื่อให้เห็นว่า บริษัทAIS ได้ช่วยเหลือสังคม และทำมากกว่าหน้าที่ และอยู่เคียงข้างคุณ สร้าภาพพจน์ให้บริษัทนี้เป็นของประชาชน มีอะไรที่นึก

ไม่ออก ทำไม่ได้ ต้องการความ ช่วยเหลือ ต้องโทรมาที่ AIS  --ก็ดีอยู่หรอกคะ แต่แค่ขัดความรู้สึกที่แท้จริงว่า ความเป็นจริงแล้วเจ้าหน้าที่รับสาย รับสายช้ามาก กว่าจะ

ติดต่อเจ้าหน้าที่ต้องฟังเพลงรอสาย 3 รอบ--

บางโฆษณาดูไปก็หัวเราะชอบใจ ตลกดี เห็นทีไรก็อมยิ้ม เอามาเล่าต่อๆกันไป แต่---จำไม่ได้ว่าโฆษณายี่ห้ออะไร --เคยไหมค่ะ

ดังนั้นการโฆษณาต้องสื่อให้เห็นถึงสิ่งที่ต้องการสื่อกันตรงๆให้พอดีพองาม ไม่ต้องขี่ช้างจับตั๊กแตน คือทุ่มค่าโฆษณาเป็น 10 ล้าน

แต่ไม่รู้ว่าจะบอกอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ จะขายกันแต่สินค้า แต่ไม่รู้จุดยืนของแบรนด์ตัวเอง

เช่นโฆษณาชาเขียว ตอนนี้นั่งนึกๆอยู่คิดไม่ออกว่า ชาเขียวยี่ห้ออะไรที่ในโฆษณามีคำพูดว่า--ชิมเมโจได--(ใครรู้บอกที)



สวัสดีค่ะ

พี่จิ๋วค๊า






kriengkrai.a

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #87 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 02:47:51 pm »
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน...

วันนี้ผมขอเล่าประสบการณ์ ที่ผมเจอมาและไม่ได้คิดมาก่อนว่า นี้ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบหนึ่ง
แต่หลังจากการเรียนเรื่องการตลาด ก็ทำให้ผมเริ่มมีมุมมองและเข้าใจว่าจริงๆ นี้ก็คือกลยุทธ์ทางการตลาด อย่างหนึ่ง  มันอาจจูดูพื้นๆ  แต่ถ้าเราสังเกตจากเรื่องเล็กๆ บางครั้งอาจจะให้มุมมองใหม่ๆกับเราก็ได้นะครับ....

ผมไปทานอาหารกับน้องที่ทำงาน ชื่อน้องเปิ้ล ก่อนเดินเข้าร้านก็เห็นรถเข็นขายขนมสอดไส้อยู่ทางเข้าร้าน
ระหว่างทานอาหาร
น้องเปิ้ล ถามขึ้นว่า พี่กินขนมสอดไส้มั้ย  ?
ผมตอบไปว่า ไม่กิน..
น้องเปิ้ลเลย พูดว่า..  อืม  งั้นขากลับอย่าลืมเตือนซื้อขนม สอดไส้ นะอยากทานสัก 2 ห่อ
พอทานอาหารเสร็จ ก็เดินมาที่รถเข็น


น้องเปิ้ล   : แม่ค้า.. ขนมสอดไส้ ขายยังไง
แม่ค้า    : 5 ห่อ 20 บาท  จ้า..
น้องเปิ้ล   : งั้นเอา 20 บาท

หลังจากซื้อเสร็จ
ผมจึงถามน้องเปิ้ลไปว่า ไหนว่าจะซื้อ 2 ห่อไง
น้องเปิ้ลจึงตอบว่า ก็แม่ค้าบอกว่า  5 ห่อ 20 บาท  ก็เลยซื้อ 20  บาทก็ได้ ...!!!
ผมว่า  จริงๆ 5 ห่อ 20 บาท ตกห่อละ 4 บาท ความต้องการแรกของน้องเปิ้ล คือ ซื้อ 2 ห่อ 8 บาท
ถ้าซื้อ 2 ห่อ แม่ค้าเขาก็ขาย  แต่น้องเปิ้ลต้องมนต์ (กลยุทธ์การตั้งราคา pricing strategy ) ของแม่ค้าซะละ
แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้น.....   น้องเปิ้ลก็ ทาน 2 ห่อ อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้ว ผมก็ต้องรับภาระ 3 ห่อ ที่เหลือ ทั้งที่ผม ไม่อยากทานเล้ยยย...  :'(

ผมมีตัวเลือกให้เพื่อนๆ ลองทายกันดู ว่าแม่ค้าใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบไหน มาให้เพื่อนๆได้ทายกันนะครับ ถ้าใครทายถูก ผมมีรางวัลให้ด้วย นะครับ.. ( ผมแอบใช้กลยุทธ์ทางการตลาดละ 555+ )  ;D

1. กลยุทธ์แนวระดับราคา
2. กลยุทธ์ราคาล่อใจ
3 .กลยุทธ์ราคาเลขคี่
4. กลยุทธ์การตั้งราคาตามฤดูกาล
5. กลยุทธ์ราคาแยกตามกลุ่มลูกค้า
6. กลยุทธ์ราคาชุด

ไว้เดี๋ยวผมจะมาเฉลยนะครับ.. ไปทำงานก่อน อู้ มานานละ 555+



นายเกรียงไกร อรุณพงศ์ไพศาล
515740273-3
topfe'

patchareesan

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #88 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 02:53:44 pm »
ร.ต.ท.หญิงพัชรีสาน  ช่างปรีชา  515740306-4 มาอีกทีขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ BMW โดยขอเสริมของคุณน้องปัทมา  แซ่อึ้ง  ในเรื่อง SWOT
ใช้ SWOT Analysis
ในยุคปัจจุบันในประเทศไทย เป็นยุคเศรษฐกิจกิจมีความผันผวน ( เมื่อ 3 – 5 ปีที่แล้วเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี แต่มาปี 2551 สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายจากผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกา ) และมีผลกระทบจากหลายๆปัจจัย เช่น ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก การแพร่ขยายของสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่งทั้งโลกของสหรัฐอเมริกา การเมืองของประเทศเราขาดเสถียรภาพนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ฯลฯ ซึ่งปัญหา หรือปัจจัยเหล่านั้นส่งผลกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมหลายๆ อุตสาหกรรม และโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งรัฐบาลไทยประกาศให้ทั่วทั้งโลกว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลก ซึ่งจากการประกาศนั้นทำให้ประเทศไทยโดดเด่นมากบนเวทีการค้าของโลก และส่งผลให้เกิดการลงทุนที่เกี่ยวเนื่อง ตามมาอย่างมากมาย เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมาดีขึ้นเป็นอย่างมาก การลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทยเพื่อตั้งโรงงานเพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อขายภายในประเทศและส่งออกไปขายทั่วโลก หลายๆประเทศย้ายฐานการผลิต หรือเข้ามาตั้งโรงงานใหม่เพื่อประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ที่มีอยู่แล้วก็ขยายและเพิ่มกำลังการผลิต เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ Ford  Mazda , ประเทศญี่ปุ่นขยายกำลังการผลิตและส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก มีหลายยี่ห้อ เช่น Toyota Isuzu , ประเทศอินเดียเข้าทำตลาดรถยนต์ยี่ห้อ ทาทา , ประเทศเยอรมันนี ขยายการผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Mercedes Benz และ BMW เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยนั้นเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก ที่มาตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออก ในประเทศไทย และมาทำการตลาดในประเทศไทย ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมามีข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย เช่น  ยอดขายรถยนต์บรรทุกเชิงพาณิชย์ขนาด 1 ตัน ( รถกระบะ ) ตลาดของประเทศไทยมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของโลกอยู่หลายปี , ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ( รถเก๋ง ) ยี่ห้อ Mercedes Benz ในแง่ของยอดขายในทวีปเอเชียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขายเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกง เท่านั้น  เป็นต้นซึ่งถ้ามองในภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยนั้น ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงที่อยู่ในสภาวะขาขึ้นของอุตสาหกรรมและส่งผลมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้จะมีปัจจัยภายนอกมากระทบบ้าง ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาในข้างต้น สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ โดยใช้ SWOT Analysis ของคู่แข่งขันระหว่าง Mercedes Benz และ BMW ในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ดังนี้
จุดแข็ง 
-เป็นรถยนต์ที่มีชื่อเสียงด้านสมรรถนะ การขับขี่
-เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้าน เครื่องยนต์และนวัตกรรม เช่น ยางที่  ไม่แบน(Run Flat) เป็นต้น
-การออกแบบ รูปทรง สวยงาม ดูทันสมัย
-ในรถยนต์แต่ละรุ่นจะมีเครื่องยนต์ขนาดต่างๆ(c.c) ให้เลือกหลากหลายมากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
-BMWทุกคันที่ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการในการซ่อมและดูแลรักษา ฟรี 5 ปี หรือ 100,000 กม.
-ในบริษัทมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ
จุดอ่อน
-ในการที่จะนำพลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ  หรือพลังงานทางเลือกใหม่มาใช้ในแต่ละครั้ง มีความล่าช้ากว่าคู่แข่งที่สามารถผลิตมาจำหน่ายได้ก่อน เช่น Benz นำรุ่น CDI มาจำหน่ายถึง 3 ปี  Benz  จึงมีเครื่องดีเซลมา และในปัจจุบัน Benz มีรถ NGT (รถที่ติดตั้งNGV) ซึ่งทาง BMW ยังไม่มี
โอกาส
-เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน ผู้บริหาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังโต และมีโอกาสในการขายมาก
-มีการจัดกิจกรรม Driving Experience เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสการทดลองขับตามสถานที่ต่างๆที่จัดขึ้น เพื่อสร้างความต้องการให้กับลูกค้า
-มีการจัดกิจกรรมทางด้านกีฬา เช่น จัดแข่งขันกอล์ฟ เพื่อสร้าง Brand Royalty
-มีการจัดโชว์รถในแต่ละเดือนในสถานที่ต่างๆ เช่น ที่ห้างสรรพสินค้า ที่จังหวัดนั้นๆมีอยู่
-มีการเข้าร่วมกิจกรรมโชว์รถในงานBangkok Motorshow ที่ Bitec บางนาในทุกๆปี
อุปสรรค
-ในสภาวะการณ์ในปัจจุบัน ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ มีความปั่นป่วนไม่แน่นอน ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจด้านรถยนต์เป็นอย่างมาก ทั้งการผลิตและยอดจำหน่ายซึ่งสำคัญมาก
-ในอดีตรถยนต์BMWจะเป็นทางบริษัทยนตรกิจเป็นตัวแทนจำหน่าย ประกอบรถยนต์ และศูนย์บริการ ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ลูกค้าเกิดความฝั่งใจและบอกต่อกันว่า BMWเป็นรถมี ปัญหาจุกจิก และอะไหล่แพง

praedao

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #89 เมื่อ: มกราคม 12, 2009, 03:20:23 pm »
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน...

วันนี้ผมขอเล่าประสบการณ์ ที่ผมเจอมาและไม่ได้คิดมาก่อนว่า นี้ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบหนึ่ง
แต่หลังจากการเรียนเรื่องการตลาด ก็ทำให้ผมเริ่มมีมุมมองและเข้าใจว่าจริงๆ นี้ก็คือกลยุทธ์ทางการตลาด อย่างหนึ่ง  มันอาจจูดูพื้นๆ  แต่ถ้าเราสังเกตจากเรื่องเล็กๆ บางครั้งอาจจะให้มุมมองใหม่ๆกับเราก็ได้นะครับ....

ผมไปทานอาหารกับน้องที่ทำงาน ชื่อน้องเปิ้ล ก่อนเดินเข้าร้านก็เห็นรถเข็นขายขนมสอดไส้อยู่ทางเข้าร้าน
ระหว่างทานอาหาร
น้องเปิ้ล ถามขึ้นว่า พี่กินขนมสอดไส้มั้ย  ?
ผมตอบไปว่า ไม่กิน..
น้องเปิ้ลเลย พูดว่า..  อืม  งั้นขากลับอย่าลืมเตือนซื้อขนม สอดไส้ นะอยากทานสัก 2 ห่อ
พอทานอาหารเสร็จ ก็เดินมาที่รถเข็น


น้องเปิ้ล   : แม่ค้า.. ขนมสอดไส้ ขายยังไง
แม่ค้า    : 5 ห่อ 20 บาท  จ้า..
น้องเปิ้ล   : งั้นเอา 20 บาท

หลังจากซื้อเสร็จ
ผมจึงถามน้องเปิ้ลไปว่า ไหนว่าจะซื้อ 2 ห่อไง
น้องเปิ้ลจึงตอบว่า ก็แม่ค้าบอกว่า  5 ห่อ 20 บาท  ก็เลยซื้อ 20  บาทก็ได้ ...!!!
ผมว่า  จริงๆ 5 ห่อ 20 บาท ตกห่อละ 4 บาท ความต้องการแรกของน้องเปิ้ล คือ ซื้อ 2 ห่อ 8 บาท
ถ้าซื้อ 2 ห่อ แม่ค้าเขาก็ขาย  แต่น้องเปิ้ลต้องมนต์ (กลยุทธ์การตั้งราคา pricing strategy ) ของแม่ค้าซะละ
แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้น.....   น้องเปิ้ลก็ ทาน 2 ห่อ อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้ว ผมก็ต้องรับภาระ 3 ห่อ ที่เหลือ ทั้งที่ผม ไม่อยากทานเล้ยยย...  :'(

ผมมีตัวเลือกให้เพื่อนๆ ลองทายกันดู ว่าแม่ค้าใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบไหน มาให้เพื่อนๆได้ทายกันนะครับ ถ้าใครทายถูก ผมมีรางวัลให้ด้วย นะครับ.. ( ผมแอบใช้กลยุทธ์ทางการตลาดละ 555+ )  ;D

1. กลยุทธ์แนวระดับราคา
2. กลยุทธ์ราคาล่อใจ
3 .กลยุทธ์ราคาเลขคี่
4. กลยุทธ์การตั้งราคาตามฤดูกาล
5. กลยุทธ์ราคาแยกตามกลุ่มลูกค้า
6. กลยุทธ์ราคาชุด

ไว้เดี๋ยวผมจะมาเฉลยนะครับ.. ไปทำงานก่อน อู้ มานานละ 555+



นายเกรียงไกร อรุณพงศ์ไพศาล
515740273-3
topfe'



กลยุทธ์การตั้งราคา (Price Strategy) เพื่อเพิ่มยอดขาย

กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมทางการตลาด (Promotion)

ี่ผู้ประกอบการบางแห่งนำมาใช้ในการวางแผนการตลาดนั้น ดูเหมือนว่ากลยุทธ์ด้านราคาดูจะเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กให้ความสำคัญน้อยมาก
ในการนำการตั้งราคาเชิงกลยุทธ์มาใช้ทั้ง ๆ ที่ราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าใช้พิจารณาในการตัดสินใจซื้อสินค้าไม่น้อยไปกว่าตัวสินค้า จึงลองรวบรวมแนวทางการกำหนดราคาเชิงกลยุทธ์มาไว้ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กลองนำไปปรับใช้ดู ในการกระตุ้นยอดขายและเรียกร้องความสนใจกับลูกค้า
 
ถ้าแพรตอบแพรขอตอบกลยุทธ์ราคาชุดเป็นคำตอบสุดท้ายนะเพราะว่า กลยุทธ์ราคาชุด (Product Set Pricing) เป็นการนำเอาสินค้าแบบเดียวกันหรือต่างชนิดกันมากกว่า 1 ชิ้น มารวมขายเป็นชุด โดยตั้งราคารวมของชุดให้ต่ำกว่าราคาปกติของสินค้าแต่ละชิ้นที่นำมารวมกัน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าในปริมาณที่มากขึ้น เช่น ราคา Mc Donald อาจจัดชุดอาหารรสำหรับเด็ก หรือชุดอาหารทั่วไปที่ประกอบด้วแฮมเบอเกอร์พร้อมเครื่องดื่มและอาจจะมีเฟรนไฟอีกต่างหากในราคาราคาชุดละร้อยกว่าบาทซึ่งถ้าสั่งแยกอาจต้องจ่ายมากกว่า หรือชุดทำสังฆทานที่เราซื้อจากห้างไฮเปอร์มาร์เกตต่างๆ รวมถึงพวก Fast Food ก็นิยมที่จะใช้กัน

แง้วๆๆๆ ขอรางวัลด้วย ถ้าตอบถูกขอโกโก้ใส่น้ำผึ้งเย็น 1 แก้ว ถ้าตอบผิดเอาเป็นลาเต้แทนละกัน คริคริ

นู๋แพร สัญญ์ตรา จดจำ 515740335-7

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2009, 03:37:24 pm โดย praedao »