ผู้เขียน หัวข้อ: To: Executive MBA # 15 Sec.3  (อ่าน 231095 ครั้ง)

Okino

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: มกราคม 06, 2009, 11:06:49 pm »
สวัสดีค่ะ สุณีวรรณ หงษ์โรจนวิวัฒน์ 515740338-1 Ex.15 sec 3 ค่ะ 


ขอเสริมจาก คุณวิฑูรย์ นิดน่ะค่ะ


          ทุกวันนี้ตลาด Note Book  แข่งขันกันที่ราคา เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เนื่องจากด้านเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เท่าทันกันหมดแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า ที่ออกรูปลักษณ์ต่าง ๆ มาให้เราได้เห็นกัน


          แต่โดยรวมแล้ว ก็เป็นการกำหนดราคาในส่วนหนึ่ง คุณสมบัติที่ได้ ก็เป็นตัวกำหนดราคาอย่างหนึ่ง เช่น Note Book ที่มี Harddisk 160 GB ก็จะอยู่ในราคาสองหมื่นต้น ๆ ในขณะที่ Note Book ที่ประสิทธิภาพสูง ก็จะมี Harddisk ตั้งแต่มากกว่า 320GB ขึ้นไป รวมทั้ง Memory ในการประมวลผล และ CPU  ก็จะสูงตามไปด้วย ทำให้ Note Book ระดับสูง มีราคาตั้งแต่สี่หมื่นขึ้นไป

          โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกซื้อ Note Book  ในปัจจุบัน กลับไม่มองที่คุณสมบัติของ Note Book ในการทำงาน แต่มองในเรื่องราคาเป็นหลัก  เสมือนว่า การซื้อ Note Book เป็นไปตามแฟชั่นที่ใครไม่มี Note Book แล้วเฉย ไม่ได้ต้องการซื้อ Note Book เพื่อมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

          ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า Note Book เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งในและนอกสถานที่อยู่เป็นประจำ เพื่อสะดวกต่อการทำงาน ทั้งที่บ้านและออฟฟิศ แต่กลับพบว่าในปัจจุบัน คนกลับเลือกซื้อ คอมพิวเตอร์ Note Book  เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์นอกสถานที่ ใช้แต่ที่บ้านเท่านั้น

          สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลมาจากการทำสงครามราคาของบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้ราคา Note Book ลดลงจากเรือนแสน มาเป็นเพียงสองหมื่นต้น ๆ เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซึ่งมีข้อได้เปรียบที่สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ ได้ด้วย ทำให้ตลาด Note Book เติบโตอย่างรวดเร็ว และได้เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะอย่างรวดเร็ว และยังมีแนวโน้มครองตลาดมากขึ้นทุกปี

          สงครามราคา ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสินค้า ในลักษณะ Net Book เพื่อสร้างความหลากหลายในการใช้งานคอมพิวเตอร์แบบพกพา ให้มากขึ้น โดยเน้นที่ขนาดเล็ก คล่องตัว และใช้งานในด้าน Internet  เป็นสำคัญ สามารถนำไปใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เนตตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเดี๋ยวนี้ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ Internet เป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องมีสายต่อ Internet เพียงแค่มี Note Book  หรือ  Net Book ก็สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้แล้ว ตามที่เทคโนโลยีรองรับได้ในปัจจุบัน เพราะมีอินเตอร์เน็ท wi-fi ครอบคลุมทุกพื้นที่

..........

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 09:38:45 am »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนๆๆทุกคน
วันนี้มีเรื่องนำเสนอที่ใกล้ตัวเรามากๆๆ เบียร์ค่ะเบียร์
วันนี้ ขอเสนอเรื่องอีสานเบียร์น่ะค่ะ ก่อนอื่นเรามาดูสภาพตลาดเบียรืกันก่อนน่ะค่ะ

ตลาดเบียร์ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ Premium, Standard และ Economy  โดยตลาดหลักจะเป็นของตลาด Economy ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด ถึง 81% ในปี 2550 เติบโตจาก ปี 2549 ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด  79%  ถึง 2%  เมื่อแบ่งตามภูมิศาสตร์ ตลาดเบียร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ (Market Size) 25-30% ของตลาดทั้งประเทศ
   โดยเฉพาะการแข่งขันตลาด “เบียร์อีโคโนมี่” 1 ในเซ็กเม้นใหญ่สุดที่มีสูงสุดกว่า 6.5 หมื่นล้านต่อปี โดยมีเบียร์ช้าง และอาชาเบียร์ของค่ายไทยเบฟ เป็นผู้นำตลาด    ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ตลาดเบียร์ระดับ Economy การตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่จะเป็น เรื่อง Price เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจที่เลือกจะดื่ม
ดังนั้นในส่วนของอาชาเบียร์จึงใช้กลยุทธ์หลัก คือ Cost leadership  โดยการตั้งราคาถูก 4 ขวด 100 บาท  รวมถึงในส่วนของเบียร์ช้างที่ใช้ CSR มาช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร  เช่น การแจกผ้าห่มในหน้าหนาว  และการเป็น Sponsor รายการทีวีถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ไม่มีโฆษณาคั่นหรือใช้แนวทาง Sport Marketing เป็น Sponsor ให้กับทีม Everton
   ล่าสุดค่ายสิงห์คอร์ปฯ เดินเกมรุกครั้งใหญ่ปั้นเบียร์แบรนด์ใหม่ “อีสานเบียร์” (Local Marketing) เพื่อเจาะตลาดของเบียร์ช้างในภาคอีสาน โดยบริษัทวาง Positioning ของอีสานเบียร์เป็นเบียร์ที่คุ้มค่า คุ้มราคา บุญรอดจะใช้ชื่อแบรนด์ของ “อีสานเบียร์” เป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าไปทำตลาดเพื่อให้เกิดการรับรู้กับกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกในการรักบ้านเกิดของคนภาคอีสานให้หันมาดื่ม “อีสานเบียร์” นอกจากนี้ยังจะได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่น โดยยึดการพัฒนาสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจากการศึกษาผู้บริโภคพบว่า คนอีสานเป็นคนที่รักถิ่นฐานบ้านเกิด มีความภาคภูมิใจในดินแดนภาคอีสานและความเป็นคนอีสานอย่างมาก เห็นได้จากการเดินทางไปทำงานยังที่ต่างถิ่นก็จะนำเอาความเป็นคนอีสานไปด้วยทั้งเรื่องอาหารการกิน ภาษาที่ใช้หรือแม้แต่เพลงที่ฟัง
ดังนั้นบริษัทจึงใช้ชื่อแบรนด์ว่าอีสานเบียร์เพื่อให้สามารถเข้ากับผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างสนิทแนบแน่น พร้อมกันนี้ยังใช้สโลแกนที่ว่า “เบียร์ของเฮา อีสานของเฮา” เพื่อเน้นไปที่ความภาคภูมิใจที่เป็นเครื่องดื่มของชาวอีสาน ที่มี Personality ที่สอดคล้องกับ วิถีชีวิต การกิน ความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ (Emotional) 

ต่อมาลองดูการวิเคราะห์stpน่ะค่ะ
การวิเคราะห์ STP
Segmentation      เบียร์ Economy ในภาคอีสาน
Target group   ชาวอีสานรักถิ่นฐาน ภูมิใจในความเป็นคนอีสาน รายได้ต่ำ-ปานกลาง
Positioning       เบียร์คุ้มค่า   คุ้มราคา
Brand Personality   เบียร์แห่งความภูมิใจ ถ่ายทอด บุคลิกลักษณะที่น่าชื่นชม ของชาวอีสาน เป็นคนที่ซื่อสัตย์ อดทน   จริงใจ   ไม่ยอมแพ้ รักพวกพ้อง สนุกสนาน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น

เพื่อนๆอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างค่ะ

AVIKA K.

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 12:37:43 pm »
น.ส.เอวิกา  คงตาดำ 515740182-6 Ex.15 Sec.3

สวัสดีค่ะวันนี้จะขอเสนอเรื่อง กระทิงแดงเครื่องดื่มชูกำลังของไทยที่โกอินเตอร์แล้วค่ะ

เมื่อเอ่ยถึง เรด บลู ทุกคนอาจจะแค่รู้สึกว่าคุ้นๆหูแต่ถ้าเราพูดว่า มันคือเครื่องดื่มยี่ห้อชูกำลัง ยี่ห้อกระทิงแดง ทุกๆคนคงร้องอ้อคามๆกัน ซึ่งกระทิงแดงเป็นเครื่องดื่มชูกำลังของไทยที่ได้โกอินเตอร์ไปไกลถึงต่างแดนในหายๆประเทศเกือบทั่วโลกเลยทีเดียว

เครื่องดื่มชูกำลังนี้มีที่มาจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สดชื่น มีแรงในการทำงาน ในประมาณปีพ.ศ.2508 เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ ลิโพวิตันดี แต่เมื่อคุณเฉลียว อยู่วิทยา เห็นลู่ทางในการทำธุรกิจจึงเปิดตลาดกระทิงแดงซึ่งทำให้กระทิงแดงกลายเป็นผู้ครองตลาดมากกว่าลิโพวิตันดีเนื่องมาจากกระทิงแดงได้จับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปที่ระดับรากหญ้าแต่ลูกค้าเป้าหมายของลิโพวิตันดีเป็นตลาดกลุ่มบน กระทิงแดงเลยกลายเป็นขวัญใจของผู้ใช้แรงงานและคนขับรถบรรทุกอย่างเต็มที่ ดังนั้นการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมจึงเน้นหนักไปในแนวทางของกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือกลุ่มคนระดับล่างเป็นสำคัญ เช่น โครงการอิสานเขียว เป็นต้น

การที่กระทิงแดงโกอินเตอร์ได้เนื่องมาจากคุณดีทรีซ มาดเอร์ชีท ชาวออสเตเรียได้ลิ้มลองรสชาติของกระทิงแดงแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าจึงร่วมเจรจาธุรกิจแล้วทำให้เกิด
แบรนด์เรดบลู ขึ้นมาแต่การโกอินเตอร์จำเป็นต้องปรับปรุงภาพลักษณ์และรสชาติให้เข้ากับคนยุโรปจึงทำให้เราเห็นว่าถ้าเราไปในแถบยุโรปเครื่องดื่มเรดบลูจะบรรจุอยู่ในกระป๋องน้ำอัดลมแทนที่ขวดแก้ว และในขณะที่ในประเทศไทยลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มคนระดับรากหญ้าแต่เมื่อโกอินเตอร์กลุ่มเป้าหมายของกระทิงแดงไทยกลายเป็นกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานแทนดังนั้นการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมจึงเน้นไปที่กิจกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกลุ่มกีฬาเอ็กตรีมทั้งหลายรวมไปถึงการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์หรือซื้อกิจการต่างๆ ให้กับกีฬาในสหรัฐอเมริกา เช่น การซื้อกิจการ นิวเจิร์ซี่ เมโทรสตาร์ (เปลี่ยนชื่อเป็น เรดบูล นิวยอร์ก) หรือการซื้อทีมรถแข่งสูตรหนึ่ง เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานแข่งเต้นเบรกแดนซ์ หรือแม้กระทั่งการจัดเรด บูลปาร์ตี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักศึกษา

ปัจจุบันเรด บูลนั้นวางขายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากมายจนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ทำให้กระทิงแดงเป็นที่รู้จักดีทั้งในเมืองไทยและในต่างประเทศ


sakoad

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 03:04:43 pm »
นายเถลิงศักดิ์ ไทยเมืองทอง 515740289-8 Ex.15 Sec.3
สวัสดีครับ  ผมจะขอนำเสนอแนวทางการทำตลาดสมัยใหม่ของธนาคาร ซึ่งทุกท่านคงทราบข้อมูลบ้างแล้ว ดังนี้
การตลาดยุคการสื่อสารไร้พรมแดน
บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ
TMB M-Banking บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ ของธนาคารทหารไทย จำกัด ที่ช่วยให้คุณตรวจสอบยอดเงิน, โอนเงิน หรือชำระค่าสินค้า และ บริการต่างๆโดยการทำรายการที่แสนสะดวกผ่านโทรศัพท์มือถือตลอด 24 ชั่วโมงใช้ได้กับทุกเครือข่ายและที่สำคัญ" ไม่ต้องเปลี่ยนซิม ไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ ไม่ต้องลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก "  " เร็ว ง่าย ไว้ใจได้ เหมือนไปแบงก์เอง "
รายละเอียดบริการ
 -ถามยอดบัญชี (Account Balance) สามารถตรวจสอบยอดคงเหลือแต่บัญชี ทั้งบัญชีออมทรัพย์/กระแสรายวัน/ฝากประจำ/บัตร   เครดิต และ สินเชื่อฯได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 -เดินบัญชี (Statement)ตรวจสอบรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ของบัญชีต่างๆ และสามารถเรียกดูรายการยอดหลังได้สูงสุดถึง 9 เดือน
 - โอนเงิน (Transfer) - โอนเงินระหว่างบัญชี โอนเงินไปยังบุคคล  อื่นๆ ภายธนาคารได้อย่างสะดวกสบาย มั่นใจ ปลอดภัยเหมือนไปธนาคารด้วยตนเอง
 - โอนเงินต่างธนาคาร ได้แบบ Real-Time และสามารถแจ้งผลการโอนเงินทาง SMS ไปยังปลายทาง
จ่ายบิล (Pay Bill)

เห็นมั้ยครับ บริการที่ธนาคารเริ่มออกมาให้ผู้บริโภคแบบใหม่ เริ่มมีมากขึ้น  ซึ่งเป็นกลยุทธิ์ของธนาคาร ต้องการสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภครู้จักกว้างขวางมากขึ้น และต้องการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่จะมาใช้บริการหน้าเคาน์เตอร์ให้ลดน้อยลง
 
บริการที่ผมยกขึ้นมานี้เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น  ยังมีงานบริการของธนาคารอีกมาก  หากมีเวลา จะนำข้อมูลมาแบ่งป้นความรู้เพื่อนๆอีก  หากเพื่อนๆ มีข้อมูลเพิ่มเติม ส่งกระทู้แสดงความเห็นเลยครับ  แบ่งปันความรู้กันมากขึ้น

เถลิงศักดิ์ ไทยเมืองทอง
sak_oad@hotmail.com
thaleongsak.tha@tmbbank.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2009, 03:07:56 pm โดย thaleongsak »

Okino

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 07:47:30 pm »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนๆๆทุกคน
วันนี้มีเรื่องนำเสนอที่ใกล้ตัวเรามากๆๆ เบียร์ค่ะเบียร์
วันนี้ ขอเสนอเรื่องอีสานเบียร์น่ะค่ะ ก่อนอื่นเรามาดูสภาพตลาดเบียรืกันก่อนน่ะค่ะ

ตลาดเบียร์ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ Premium, Standard และ Economy  โดยตลาดหลักจะเป็นของตลาด Economy ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด ถึง 81% ในปี 2550 เติบโตจาก ปี 2549 ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด  79%  ถึง 2%  เมื่อแบ่งตามภูมิศาสตร์ ตลาดเบียร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ (Market Size) 25-30% ของตลาดทั้งประเทศ
   โดยเฉพาะการแข่งขันตลาด “เบียร์อีโคโนมี่” 1 ในเซ็กเม้นใหญ่สุดที่มีสูงสุดกว่า 6.5 หมื่นล้านต่อปี โดยมีเบียร์ช้าง และอาชาเบียร์ของค่ายไทยเบฟ เป็นผู้นำตลาด    ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ตลาดเบียร์ระดับ Economy การตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่จะเป็น เรื่อง Price เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจที่เลือกจะดื่ม
ดังนั้นในส่วนของอาชาเบียร์จึงใช้กลยุทธ์หลัก คือ Cost leadership  โดยการตั้งราคาถูก 4 ขวด 100 บาท  รวมถึงในส่วนของเบียร์ช้างที่ใช้ CSR มาช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร  เช่น การแจกผ้าห่มในหน้าหนาว  และการเป็น Sponsor รายการทีวีถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ไม่มีโฆษณาคั่นหรือใช้แนวทาง Sport Marketing เป็น Sponsor ให้กับทีม Everton
   ล่าสุดค่ายสิงห์คอร์ปฯ เดินเกมรุกครั้งใหญ่ปั้นเบียร์แบรนด์ใหม่ “อีสานเบียร์” (Local Marketing) เพื่อเจาะตลาดของเบียร์ช้างในภาคอีสาน โดยบริษัทวาง Positioning ของอีสานเบียร์เป็นเบียร์ที่คุ้มค่า คุ้มราคา บุญรอดจะใช้ชื่อแบรนด์ของ “อีสานเบียร์” เป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าไปทำตลาดเพื่อให้เกิดการรับรู้กับกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกในการรักบ้านเกิดของคนภาคอีสานให้หันมาดื่ม “อีสานเบียร์” นอกจากนี้ยังจะได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่น โดยยึดการพัฒนาสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจากการศึกษาผู้บริโภคพบว่า คนอีสานเป็นคนที่รักถิ่นฐานบ้านเกิด มีความภาคภูมิใจในดินแดนภาคอีสานและความเป็นคนอีสานอย่างมาก เห็นได้จากการเดินทางไปทำงานยังที่ต่างถิ่นก็จะนำเอาความเป็นคนอีสานไปด้วยทั้งเรื่องอาหารการกิน ภาษาที่ใช้หรือแม้แต่เพลงที่ฟัง
ดังนั้นบริษัทจึงใช้ชื่อแบรนด์ว่าอีสานเบียร์เพื่อให้สามารถเข้ากับผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างสนิทแนบแน่น พร้อมกันนี้ยังใช้สโลแกนที่ว่า “เบียร์ของเฮา อีสานของเฮา” เพื่อเน้นไปที่ความภาคภูมิใจที่เป็นเครื่องดื่มของชาวอีสาน ที่มี Personality ที่สอดคล้องกับ วิถีชีวิต การกิน ความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ (Emotional) 

ต่อมาลองดูการวิเคราะห์stpน่ะค่ะ
การวิเคราะห์ STP
Segmentation      เบียร์ Economy ในภาคอีสาน
Target group   ชาวอีสานรักถิ่นฐาน ภูมิใจในความเป็นคนอีสาน รายได้ต่ำ-ปานกลาง
Positioning       เบียร์คุ้มค่า   คุ้มราคา
Brand Personality   เบียร์แห่งความภูมิใจ ถ่ายทอด บุคลิกลักษณะที่น่าชื่นชม ของชาวอีสาน เป็นคนที่ซื่อสัตย์ อดทน   จริงใจ   ไม่ยอมแพ้ รักพวกพ้อง สนุกสนาน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น

เพื่อนๆอ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างค่ะ

===============

=====================

==============================

การตั้ง แบรนด์ว่า อีสานเบียร์ นั้นเคยเกิดปัญหามาแล้ว คือ เคยมีช่วงหนึ่ง ที่เจอศึกหนัก เพราะชาวอีสาน 19 จังหวัดภาคอีสาน ให้ใช้ชื่ออื่น ที่ไม่ใช่ อีสานเบียร์ เพราะว่า ก่อให้เกิดค่านิยมทำคนอีสานดื่มมาก

จะทำให้คนภาคอื่น ๆ มองคนอีสานว่าเป็นคนที่มักดื่มเหล้า ดื่มเบียร์กัน ทำให้ภาพลักษณ์ของภาคอีสานดูไม่ดี จึงทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจอย่างมาก ถึงขนาดติดป้ายตามถนนหนทาง ว่าต่อต้าน อีสานเบียร์ ไม่ยอมรับอีสานเบียร์ โดยขอให้เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนอีสาน การไม่โฆษณา ผลิตภัณฑ์อีสานเบียร์ทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะการยึดโฆษณาด้วยการสนับสนุนตามประเพณีวัฒนธรรมจังหวัด

แต่กระนั้นก็ตาม เขาก็ยังใช้แบรนด์อีสานเบียร์เหมือนเดิม หนำซ้ำยังเป็นที่นิยมมากขึ้นอีกด้วย ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังเทียบเท่าเบียร์อาชาไม่ได้ก็ตาม แต่ก็กำลังตีตื้นเพื่อที่จะครองตลาดแทนอาชา  (ที่ว่าขายดีนั้นเป็นเฉพาะบางพื้นที่น่ะค่ะ คือแบบว่า ที่บ้านขายเบียร์ ขายเหล้าน่ะค่ะ ก็เลยอยากจะมีส่วนร่วมสักกะติ๊ดอ่ะค่ะ )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2009, 08:21:49 pm โดย JewYee »

aom

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 11:58:46 pm »
น.ส.สาวิตรี  อุ่นโสดา รหัส 515740336-5 Sec3 EX.15
ก่อนอื่นเป็นคนชอบทานนม.......  วันนี้เลยอยากเอาเรื่องนม ๆๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ พี่ๆ อาจารย์ได้อ่านเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท กรีนสปอต จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำนมถั่วเหลือง ไวตามิ้ลค์  เริ่มกันเลยค่ะ

          "ไวตามิ้ลค์"  เดินเครื่องเต็มพิกัดทุ่มงบก้อนโตกว่า 600 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรใหม่ป้อนไลน์ เน้นมาตราการตรวจสอบคุณภาพเทียบเท่าระดับโลก พร้อมขึ้นแท่นตลาดนมพร้อมดื่มทั้งใน และต่างประเทศ

          ธรรมศักดิ์  จิตติมาพร  ผู้จัดการใหญ่บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายน้ำนมถั่วเหลือง  ภายใต้แบรนด์ "ไวตามิ้ลค์"  เปิยเผยว่า  จากความต้องการนมถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นมาก  ส่งผลให้ทางบริษัทฯ มองว่าตลาดนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม ในปีหน้า (2552) จะเติบโตใกล้เคียงกับตลาดนมวัวได้  และเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ทางบริษัทฯ ได้ส่งไวตามิ้ลค์ ทูโก อิน แบล็ก ออกสู่ตลาด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี สามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นได้ 10% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ

          ปัจจุบันทางบริษัทฯ  ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ ซึ่งจะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 25 ล้านลิตรต่อปี  รองรับการเติบของตลาดนมถั่วเหลืองในอีก 5 ปี ข้างหน้า ในปี 2552 ทางบริษัทฯ จะเรื่มส่งออกไวตามิ้ลค์ ทูโก อิน แบล็ก รุกในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเริ่มที่ตลาดในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา  อีกทั้งยังส่งออกไปยังประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันหันมานิยมบริโภคนมถั่วเหลืองมากกว่านมวัวอีกด้วย

          ปัจจุบันไวตามิ้ลค์นับว่าเป็นผู้ผลิตรายแรก และรายเดียวที่มีระบบการบรรจุนมถั่วหลืองชนิดขวดที่รวดเร็วที่สุดในเอเซีย โดยมีกำลังการผลิต 30,000 ขวดต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 500,000 ขวดต่อวัน และมากกว่า 180,000,000 ขวดต่อปี  อีกทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องของกระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอนในการผลิต โดยได้รับการรับรองจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งใน และต่างประเทศ  และเมื่อรวมกับระบบการจัดการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไวตามิ้ลค์ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศได้ไม่เกิน 7 วัน  นั่นย่อมหมายถึงว่า ผู้บริโภคจะได้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองที่มีความสดใหม่อยู่ตลาดเวลา โดยในสิ้นปี 2551 คาดว่าตลาดน้ำนมถั่วเหลืองจะสามารถเติบโตได้ถีง 9% ขณะที่ตลาดนมพร้อมดื่มเติบโตเพียง 1% เท่านั้น  ทั้งนี้ ไวตามิลค์ ถือเป็นหนึ่งในตลาดนมพร้อมดื่ม ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 16% เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่แล้ว 2%  แม้หลายๆ คนจะมองว่าสภาวะเศรษฐกิจในปี 2552 จะยังไม่ดีขึ้นและอาจต่อเนื่องไปถึงปีหน้า แต่นมก็ยังคงเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้บริโภค.........


          จากข้อความข้างต้นนำมาวิเคราะห์ SWOT ดังนี้

จุดแข็ง(Strength)

1.  ไวตามิ้ลค์เป็นผู้ผลิตรายแรก และรายเดียวที่มีระบบการบรรจุนมถั่วหลืองชนิดขวดที่รวดเร็วที่สุดในเอเซีย โดยมีกำลังการผลิต 30,000 ขวดต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 500,000 ขวดต่อวัน และมากกว่า 180,000,000 ขวดต่อปี     
2.  ระบบการจัดการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไวตามิ้ลค์ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศได้ไม่เกิน 7 วัน  นั่นย่อมหมายถึงว่า ผู้บริโภคจะได้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองที่มีความสดใหม่อยู่ตลาดเวลา

จุดอ่อน (Weekness)

           เป็นธุรกิจทีสามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
         
โอกาส (Opportunity)

            จะเรื่มส่งออกไวตามิ้ลค์ ทูโก อิน แบล็ก รุกในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเริ่มที่ตลาดในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา  อีกทั้งยังส่งออกไปยังประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันหันมานิยมบริโภคนมถั่วเหลืองมากกว่านมวัวอีกด้วย

อุปสรรค (Threat)

        ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมบริโภคนมวัวแท้ๆ อยู่ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่กว่าน้ำนมถั่วเหลือง (แต่ในปีข้างหน้าน้ำนมถั่วเหลืองมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะหันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อทดแทนนมวัว)

****เพื่อน ๆ พี่ๆ อาจารย์ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้นะค่ะ (จบการนำเสนอค่ะ **ขอ AAAAAAAAAAA น่ะค่ะ)


awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #66 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 09:27:38 am »
โกเมนทร์ โคตรศรีวงศ์ รหัส 515740274-1

การวิเคราะห์ SWOT ของร้าน Starbucks ดังนี้

1.จุดแข็ง
  1.1 สินค้าดีมีคุณภาพ
  1.2 มึความหลากหลายของกาแฟ เครื่องดื่ม และสินค้าอื่นๆ
  1.3 ตราสินค้ามีความเข้มแข็ง
  1.4 มีทีมงานในการจัดหาพื้นที่ในการเปิดสาขาที่ดี
  1.5 มีเงื่อนไขในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบที่เข้มงวด ทำให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ
  1.6 พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานสูง เนื่องจากระบบการบริหารทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ
2.จุดอ่อน
  2.1 วัตถุดิบสิ้นเปลืองบางประเภทจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีต้นทุนสูง
  2.2 การขยายสาขาที่เร็วเกินไปทำให้เกิดความล่าช้าในการป้อนวัตถุดิบ
  2.3 สินค้าของ Starbucks มีราคาค่อนข้างสูง
3.โอกาส
  3.1 ตลาดการบริโภคกาแฟเป็นตลาดใหญ่ เนื่องจากเป็นสินค้าที่นบริโภคทั่วไป
  3.2 ผู้บริโภคเลียนแบบพฤติกรรมของตะวันตกมากขึ้น
4.อุปสรรค
  4.1 ราคาวัตถุดิบและปริมาณวัตถุดิบมีความไม่แน่นอน
  4.2 มีคู่แข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้ามาในตลาดมากขึ้น
  4.3 การขยายสาขาในประเทศต่างๆ มีข้อบังคับทางกฎหมาย วัฒนธรรม
  4.4 ผู้บริโภคยังขาดความรู้ในเรื่องของการดื่มกาแฟ
ขอแจม...สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งจะสังเกตได้ว่าการเลือกทำเล location ขอstarbucks ในเมืองไทย
จะเลือกในแหล่งที่มีชาวต่างชาติพักหรือแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ตรงส่วนนี้คิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งน่ะค่ะ สตาร์บัคส์คงต้องทำงานหนักหน่อยในบ้านเราร้านกาแฟสดกำลังโตวันโตคืนแต่ละร้านเน้นตกแต่งร้านและบรรยากาศที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์...หนำซ้ำราคาถูกกว่าด้วย

Dawrung Juntavongsa

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #67 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 10:08:43 am »
 ::)
เรียนอาจารย์ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อนทุกคนค่ะ
       จ.ส.ต.หญิงดาวรุ่ง จันทะวงษา มาอีกรอบค่ะ  แต่วันนี้ยังไม่ได้มาเพิ่มเกี่ยวกับธุรกิจรถเช่าหรอกนะคะ  พอดีเมื่อวานมีโอกาสได้ไปทานสุกี้ MK  เลยอยากจะมาวิเคราะห์กลยุทธ์ 4 Ps  และ SWOT ของธุรกิจ สุกี้ MK ให้เพื่อนๆ ดูหน่อยนะคะ เผื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่มีแนวคิดจะทำธุรกิจร้านอาหารดูบ้างนะคะ
 
                          การวิเคราะห์ 4Ps
1. Product   สินค้าของMKคือ
  - สุกี้  ได้แก่ ผักต่างๆ ไข่ไก่ ลูกชิ้น ปลา ปลาหมึก กุ้ง เกี๊ยว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว สาหร่าย เต้าหู้
  - ติ่มซำ ได้แก่ ซาลาเปา ขนมจีบ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ลูกชิ้น ปอเปี๊ยะ เผือกทอด หอยจ๊อ ฮะเก๋า
     ปลาม้วน
  -  เป็ดย่างและหมี่
  -  เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มร้อน/เย็น เบียร์
  -  ของหวานและไอศกรีมต่างๆ
  - นำเสนอสินค้าที่เน้นเรื่องสุขภาพดี
2. Price
         ราคาจับกลุ่มตลาดลูกค้าระดับกลางถึงระดับบน
3. Place
         ช่องทางการจำหน่ายของร้านเอ็มเคสุกี้นั้นเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง  มีการสร้างพันธมิตรกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ   เพื่อเปิดเป็นร้านอาหารให้ผู้ที่มาห้างฯ ได้ใช้บริการ และมีการให้บริการจัดส่งถึงที่บ้านด้วย
4. Promotion
         มีการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงผู้บริโภค  และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การสะสมแสตมป์ เพื่อไปเที่ยวกับดารา   ร่วมมือกับธนาคารกสิกรให้บัตรส่วนลด เป็นต้น

                      การวิเคราะห์ด้วย SWOT
จุดแข็ง Strengths
   - อาหารจากร้านเอ็มเค เป็นอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และความสดใหม่ พร้อมการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องความสะอาด จึงทำให้ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้
    - ร้านได้ให้บริการที่เป็นกันเอง และมีความสะดวกสบายให้กับลูกค้าทุกคน การบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการรับคำสั่งอาหาร  มีการสื่อสารแนวความคิดด้านสุขภาพกับลูกค้าผ่านทานกระดาษรองจาน เน้นความพึงพอใจและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ จึงทำให้ลูกค้าติดใจในการบริการ และรสชาดอาหาร จึงกลับมาใช้บริการบ่อยครั้ง
    - ราคาที่เสนอขายให้กับลูกค้า เป็นราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพของอาหารและบริการ ไม่ใช่ราคาที่แพงเกินไป แต่เป็นราคาที่ลูกค้าทั่วไปสามารถจ่ายได้
    - เอ็มเคสุกี้อยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มีการคมนาคมสะดวกสบาย และยังมีที่จอดรถเพียงพอสำหรับลูกค้า และเปิดทุกวัน ลูกค้าจึงสะดวกสบายในการที่จะมาใช้บริการของร้าน
   - เอ็มเคสุกี้ได้มีการจัดอบรมพนักงาน และประเมินผลของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานมีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงการดำเนินการต่างๆ และการบริการภายในร้าน
   - มีโรงงานผลิตอาหารสดเอง และมีผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ดี
   - มีการวางแผนการผลิต โดยการใช้ระบบ FIFO เข้ามาบริหารสต๊อกของสด และควบคุมความเย็นของตู้แช่ของสด และใช้ระบบโนฟรอส์  ทั้งนี้ได้มีการทำความสะอาดบ่อยครั้ง
   - มีแผนการตลาดที่ดี มีการโฆษณาและใช้สื่อโฆษณาที่จูงใจและจดจำง่ายทำให้ลูกค้าพร้อมที่จะเลือกใช้บริการ

จุดอ่อน Weaknesses
 -  เวลาในการเปิดและปิดร้านนั้นขึ้นกับเวลาในการเปิด-ปิดของห้างสรรพสินค้า
 -  พื้นที่ร้านบางสาขาค่อนข้างคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการให้บริการลูกค้า และมีพื้นที่ให้ลูกค้ารอหน้าร้านน้อยเกินไป

โอกาส Opportunities
  -อาหารถือเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยในแต่ละวันจะมีการบริโภคอาหารหลัก3มื้อ ซึ่งความต้องการบริโภคอาหารนี้ ไม่อาจหมดไปหรือลดลงได้ เพราะผู้บริโภคจำเป็นต้องรับประทานอาหารเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นธุรกิจร้านอาหารจึงมีโอกาสในการทำธุรกิจ เพื่อรองรับความจำเป็นดังกล่าว
  - ค่านิยมของผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นพิษมากขึ้น ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆมากมาย ผู้บริโภคจึงพยายามหาความรู้และแนวปฏิบัติที่ถูกต้องทางด้านโภชนาการ อันจะนำมาซึ่งภาวะโภชนาการ และสุขภาพที่ดี
  - หน่วยงานของรัฐกระตุ้นให้ผู้บริโภคคำนึงถึงการมีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้น โดยการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี
  - รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเวลากลายเป็นข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต ทำให้พฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านมีแนวโน้มสูงขึ้น
  - ร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงในปัจจุบันยังมีน้อยกว่าความต้องการ

อุปสรรค Threats
  - สินค้าทดแทนมีจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการสร้างความแตกต่างของร้าน และอาจขยายตราสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย
  - แม้ว่าคู่แข่งทางตรงจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่คู่แข่งทางอ้อมมีจำนวนมาก
  - อัตราการหมุนเวียนของลูกค้าสำหรับธุรกิจร้านอาหารค่อนข้างต่ำในบางช่วงเวลา
  - เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการ ซึ่งการให้บริการและการรับบริการเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และมีผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในทันที ทำให้เป็นการยากในการควบคุมคุณภาพบริการ

                     คงเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างนะคะ มีอะไรชี้แนะเชิญ แจมได้เลยนะคะ

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #68 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 10:23:30 am »
อิอิ รอบสองแล้ว  ดิฉันนางสาวกุลวดี  เทศวงศ์ 515740272-5   ขอรายงานตัวค่ะ
พอดีเห็นผู้หมวดพัชรีสานบอกว่าทำได้มากกว่า 1 เลยขอ 2   ต้องเข้าใจนะค่ะว่าคะแนนคงได้น้อยเลยต้องหาตัวช่วยเยอะๆ  เลยเลียนแบบหมวดเป้ทำเพิ่ม  จะขอกล่าวถึงรถโดยสารปรับอากาศที่เป็นที่นิยมอันดับหนึ่งค่ะ
บริษัท  นครชัยแอร์
รายละเอียดผลิตภัณฑ์
ธุรกิจรถโดยสารปรับอากาศเริ่มจากการพัฒนาบริการรถโดยสารประจำทาง  และเพิ่มระบบระบายอากาศในรถโดยสาร  โดยเน้นการเดินทางระยะทางไกลจากจังหวัดเชียงใหม่  ไป-กลับกรุงเทพมหานคร  เริ่มครั้งแรกในปี  พ.ศ.  2518   บริษัทเถกิงทัวร์  เป็นผู้นำในการบริการ  โดยบริการเฉพาะวันศุกร์เย็น  จากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ  และกลับในวันอาทิตย์เย็น จากกรุงเทพฯ  ถึงเชียงใหม่ซึ่งเที่ยวการเดินทางไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ  จึงได้เพิ่มการบริการทุกวัน ทำให้ธุรกิจรถโดยสารปรับอากาศขยายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง   
ในจังหวัดขอนแก่น  เริ่มมีธุรกิจรถยนต์โดยสารปรับอากาศใน  ปี  พ.ศ. 2519  บริษัทสิงโตทัวร์  (ดำเนินงานโดยสโมสรไลออนขอนแก่น) เป็นบริษัททัวร์บริษัทแรกของจังหวัดขอนแก่นโดยบริการทุกวัน  วันละ  1  เที่ยว  ตอนกลางคืน  หลังจากนั้นบริษัทชาญทัวร์คู่แข่งได้ดำเนินการเป็นบริษัทที่ 2  และมีบริษัททัวร์จากจังหวัดอุดรธานี  คือ  มงคลทัวร์  กับ  บริษัท  407  พัฒนา   เข้ามาสู่ระบบการแข่งขัน ธุรกิจมีการเจริญก้าวหน้ามีผู้ใช้บริการจำนวนมาก  จึงทำให้มีบริษัทอื่น ๆ  เปิดตัวตามมา  ได้แก่  นวนครทัวร์   ขอนแก่นทัวร์  เศรษฐกิจทัวร์  นครชัยแอร์   ฯลฯ    โดยเน้นลูกค้าในกลุ่ม  พ่อค้า นักธุรกิจ    ข้าราชการ  การเดินทางจากจังหวัดขอนแก่น ณ ที่ทำการของบริษัททัวร์  ไป-กลับ  กรุงเทพมหานคร   ณ   ตลาดหมอชิต  มีการบริการเครื่องดื่ม  และอาหารว่างในระหว่างการเดินทาง  บริการโทรทัศน์  วีดีโอ  และ CD ให้ความบันเทิงแก่ผู้โดยสารชมในระหว่างการเดินทาง  บางบริษัทจะบริการอาหารให้แก่ผู้โดยสารบนรถโดยไม่จอดพัก  เช่น  บริษัทนครชัยแอร์  บางบริษัทจะจอดพักในช่วงกลางของการเดินทาง  ณ  จังหวัดนครราชสีมา  เพื่อให้ลูกค้าได้พักรับประทานอาหาร  รวมทั้งมีการประกันภัยและประกันชีวิตในการเดินทางทุกบริษัท
บริษัทนครชัยแอร์  จำกัด   ได้ก่อตั้งมาในปี  พ.ศ.  2529  โดยเริ่มแรกให้บริการจำนวน 2  เส้นทางคือ กรุงเทพฯ -  ขอนแก่น  และกรุงเทพฯ  -  อุบลราชธานี    โดยมีรถโดยสารให้บริการ  20  คัน  ต่อมาบริษัทมีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้เพิ่มการเดินทางระหว่าง  อุบลราชธานี -  เชียงใหม่,อุบลราชธานี – ระยอง,  เชียงใหม่ – ระยอง,  ระยอง – แม่สาย  และกรุงเทพฯ  -  เชียงใหม่  โดยปัจจุบัน  บริษัทมีรถโดยสารให้บริการ  จำนวน  130  คัน
   ในปี  2535  บริษัท  นครชัยแอร์  เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีใหม่  ๆ มาใช้ในการสำรองที่นั่ง  และจำหน่ายตั๋วด้วยระบบคอมพิวเตอร์  มีการปรับปรุงการบริการหลายอย่าง  เช่น  การบริการอาหารกล่องบนรถ  การติดตั้งเบาะนวดอัตโนมัติ  ปรับปรุงรูปแบบสถานีเดินรถให้ทันสมัยเป็นต้น
   ปัจจุบันบริษัทนครชัยแอร์  มีเครือข่ายการเดินรถในจังหวัดใหญ่  ๆ  ของทุกภาคในประเทศ  มีเครือข่ายมากกว่า 30 จังหวัด  มีพนักงาน จำนวนมากกว่า  500  คน  ให้บริการตลอด 24  ชั่วโมง   และการออกรถตรงเวลาที่กำหนด  แม้ว่าจะมีผู้โดยสารไม่เต็มรถก็ตาม
กลยุทธ์การตลาด
1. กลยุทธ์ด้านตัวผลิตภัณฑ์ (Product)
-การเป็นผู้นำด้านบริการที่มีคุณภาพ
-การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริการลูกค้า เช่นการจองตั๋วด้วยระบบ Internet และการลำเลียงกระเป๋าด้วยระบบสายพานไฟฟ้า
-ความสะดวกสบายในการใช้บริการ
-การบริการเชิงรุกสู่ลูกค้าโดยตรง
2. ด้านการวางตำแหน่ง (Positioning)คุณภาพของการบริการ
-การเป็นผู้นำด้านบริการที่มีคุณภาพ
-การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริการลูกค้า เช่นการจองตั๋วด้วยระบบ Internet และการลำเลียงกระเป๋าด้วยระบบสายพานไฟฟ้า
-ความสะดวกสบายในการใช้บริการ
-การบริการเชิงรุกสู่ลูกค้าโดยตรง
- การวางตำแหน่งในลูกค้าระดับปานกลางในกลุ่มนักธุรกิจ
- ข้าราชการและนักศึกษาที่ต้องการความสะดวกสบายและการพักผ่อน
- ราคา 317 บาท / เที่ยว
- วางตำแหน่งของธุรกิจไว้ในตลาดเชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริการในตลาดหนึ่งส่วนโดยจากบริษัทถึงลูกค้าโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง
- การประกันคุณภาพการบริการ
3. ด้านการแบ่งส่วนตลาด  (Segmentation)
- กำหนดเป็นตลาดส่วนเล็ก(Niche Market)
ในกลุ่มที่ต้องการความปลอดภัยในการเดินทาง ความสะดวกสบายและการพักผ่อน
- มีความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้า
- การมุ่งเน้นส่วนตลาดด้านการบริการเพียงอย่างเดียว
4. ด้านการกำหนดเป้าหมาย (Target Marketing)
-กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทนครชัยแอร์อยู่ในระดับปานกลางถึงระดับสูง    เช่น    กลุ่มนักธุรกิจ
ข้าราชการ นักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่มีรายได้ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูงที่ต้องการความสะดวกสบาย  รวดเร็ว และตรงต่อเวลา
5. กลยุทธ์ด้านราคา (Price)
- ไม่ลดราคา
- เน้นการเป็นผู้นำด้านการตลาด
6. กลยุทธ์ด้านสถานที่ (Place)
-ทำเลที่ตั้งใช้เมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของภาคภูมิ และสามารถเข้าถึงได้ง่ายทั้งในด้านสถานที่และการใช้บริการ
7. Promotion
- การใช้บัตรสมาชิกได้สิทธิพิเศษในการใช้บริการเครือข่าย
8. Integrated Marketing  Communications (IMC)
- ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Above the line (Mass Communications) ด้านวิทยุกระจายเสียง ,โปสเตอร์, ป้ายโฆษณา
- การสมัครสมาชิกและมีสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกในการใช้บริการกับร้านค้า ธุรกิจที่ร่วมกับโครงการ
-ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ below the line
คือ Internet ,แผ่นพับ,มี word to mouth คำกล่าวถึงบริษัทในด้านบวก , Direct selling - บริการขายตั๋วถึงที่ทำงาน/บ้าน
(Service standard  and  Behavior)
- มีกิจกรรมทางสังคม เช่น ปลูกป่า ให้ทุนการ-
การศึกษา รณรงค์ลดอุบัติเหตุ
- Physical premises ด้านโครงสร้างอาคารแยกส่วนจากบริษัทขนส่งอย่างชัดเจนมีห้องรับรองลูกค้าเฉพาะ

ขอแสดงความคิดเพิ่มเติมค่ะ
นครชัยแอร์น่าจะเป็นตัวอย่างในการใช้หลักทางการตลาดที่ได้ประสิทธิภาพ
เพราะมีการกำหนด stp ที่ชัดเจน...แตกต่างจากคู่แข่งจนทำให้นครชัยแอร์เป็นผู้นำ(กรณีขอนแก่น-กรุงเทพ)
โดดเด่นในเรื่อง
1.คนขับรถ 2 คน
2.อาหาร
3.ความสะอาด
4.บริการ

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #69 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 11:04:42 am »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
วันนี้เสนอ เรื่อง IMC บ้างน่ะค่ะ
ดร.สาโรชไอเอ็มซี ตลาดเชิงรุกป้องแบรนด์
ดร.สาโรชใช้กลยุทธ์ไอเอ็มซี หรือ (Tntegrated Marketing Communication) เพื่อรักษาภาพแบรนด์ผู้นำในตลาดมากว่า 12 ปี โดยมุ่งให้ความรู้ลูกค้าเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมุนไพรไทย และใช้ผู้ก่อตั้งเป็น BRAND AMBASSADER แนะนำผลิตภัณฑ์และรับประกันคุณภาพด้วยระดับปริญญาเอกด้านเภสัชศาสตร์ที่มีความชำนาญด้านสมุนไพรจากประเทศญี่ปุ่น

ผศ.ดร.สาโรช ธีรศิลป กรรมการผู้จัดการ บริษัทผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์สมุนไพร ดร.สาโรช ได้กล่าวถึงตลาดสมุนไพรว่าปัจจุบันมีการ แข่งขันสูงขึ้นเมื่อเปรียบกับในอดีต แบรนด์ ดร.สาโรช ต้องรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วยการทำตลาดเชิงรุกเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และใช้ตัวเองซึ่งเรียนจบด้านนี้โดยตรงจากประเทศญี่ปุ่นเป็นการันตี

“ระยะแรกเราสร้างแบรนด์โดยเน้น คุณภาพของสินค้าเป็นหลัก เพราะบริษัทชื่อว่าสินค้าที่ดีจะอยู่ในตลาดได้ อีกทั้งไม่มีเงินสนับสนุนด้านการตลาด และจัดจำหน่ายด้วยระบบขายตรงหลายชั้นหรือ MLM”

ตลาดเครื่องสำอางสมุนไพรเดิมถูกมองเป็นสินค้าโบราณ กลับเติบโตขึ้นภายหลังที่มีการค้นพบสารเคมีอันตราย อาทิ สารปรอทในเครื่องสำอางทั่วไป กอปรกับผู้ผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของสมุนไพอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่องสำอางสมุนไพรได้รับความยอมรับสูงสุดในปี 2541 ซึ่งผศ.ดร.สาโรชบอกว่าศูนย์จำหนายสินค้าของบริษัทเติบโตปีละมากกว่า 100 % และปัจจุบันสามารถขยายศูนย์จำหน่ายทั่วประเทศถึง 360 แห่ง

ขณะเดียวกันกระแสของการแข่งขันก็ สูงขึ้นมากเช่นกัน อีกทั้งมีผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาในตลาดทำให้เกิดภาพลบต่อสินค้าเครื่องสำอาง และทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยง ดร.สาโรชจึงนำกลยุทธ์ไอเอ็มซีหรือการสื่อสารตลาดแบบครบวงจรเพื่อทำการตลาดเชิงรุก ซึ่งมีทั้งการจัดกิจกรรม การทำโบร์ชัวร์แผ่นพับ และโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพื่อตอกย้ำแบรนด์ โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของสมุนไพร และใช้ความรู้ ของตัวเองมาการันตีคุณภาพผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของดร.สาโรช แบ่ง ออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.ชุดทำความสะอาด 2.ชุดทาฝ้า 3.ชุดทาสิว 4.ชุดบำรุงผิว และ5.ชุดบำรงุเส้นผมและหนังศรีษะ มีสินค้ากว่า 1,000 รายการ จำหน่ายทั้งตลาดในและต่างประเทศ และมีมาตรฐานสินค้า GMP

“เรามีแผนผลักดันให้บริษัทเป็นผู้จำหน่ายวัตถุดิบสมุนไพรรายใหญ่ของประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทปลูกสวนสมุนไพรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิจัยตลาดผลิตวัตถุดิบซัพพอร์ต บริษัทของตัวเองและบริษัทลูกค้า จุดแข็งของเราคือทีมนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถสกัดสมุนไพรไทยที่มีหลากหลายชนิดนำมาใช้ประโยชน์ด้านความงามซึ่งจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในตลาดโลกด้วย”

เบลล่านีน่า นวัตกรรม

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #70 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 11:24:30 am »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
ต่อ เรื่อง IMC

เบลล่านีน่า นวัตกรรมเครื่องสำอางสมุนไพร
เบลล่านีน่าสร้างเป็นแบรนด์เครื่องสำอางสมุนไพรที่โดดเด่นในแง่ของนวัตกรรม โดยการนำเอาสมุนไพรตัวใหม่อาทิ มะขามป้อม ขิง มาเป็นจุดขายและจดลิขสิทธิ์ป้องกันการแข่งขันและลอกเลียนแบบ

นางวิภารดี ภูวนาถนรานุบาล ประธานบริหาร บริษัท พล็อตแอนด์แพลน โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตจำหน่าย พฤกษาเพื่อความงาม สมุนไพรขิง เบลล่านีน่า ไวท์ออคิด บิวตี้ คาเฟ่ และผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เดอะลิฟท์ กล่าวว่า บริษัทจะเน้นชูสมุนไพรตัวใหม่ที่ยังไม่ใครทำตลาดมาก่อนมาพัฒนาสร้างเป็น นวัตกรรมสินค้าใหม่ในตลาดเพื่อเลี่ยงการแข่งขันและสร้างเป็นจุดต่างจากผู้ผลิตรายอื่น นั่นคือขิงและมะขามป้อม

“เราเน้นการเป็นผู้นำตลาดสมุนไพรใหม่ เพราะการเป็นผู้นำและบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ดี แม้จะต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณในการทำตลาด แต่เมื่อมีสิ่งใหม่ๆ จะมี ผู้สนใจ แต่สินค้าจะอยู่ได้ต้องอยู่ที่คุณภาพ การใช้งบประมาณสูงในการทำการตลาดสินค้าประเภทเครื่องสำอางสมุนไพรจะอยู่ได้เพียง 2 ปีและลงทุนสูง ผลิตภัณฑ์จะดีหรือไม่เพียง 6-7 เดือนเราจะทราบถึงผลตอบรับจากลูกค้า และเป็นกระแสบอกต่อในการแนะนำให้มาใช้ผลิตภัณฑ์”

วัตถุประสงค์เพื่อเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่หลีกเลี่ยงกับการแข่งขันในตลาด ปัจจุบันบริษัทฯ มีการคิดค้นและศึกษาหาวัตถุดิบทั้งจากในไทยและต่างประเทศอยู่เสมอ โดยกลุ่มเครื่องสำอางพฤกษาสมุนไพรจะเน้นวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และมีการนำตำราสมุนไพรโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษของนางวิภารดีมาปรับปรุงใช้ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน และทำลองผลิตและสกัดผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการทดสอบนาน 3-4 ปี จนกว่าจะทดลองแล้วว่าปลอดภัย

เบลล่านีน่าใช้การทำตลาดแบบ TESTING MARKETING ด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสทดลองใช้ โดยระยะของการทดลองตลาดจะออกผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กวางจำหน่ายตามเคาน์เตอร์สินค้าของบริษัทในห้างสรรพสินค้า ที่โชว์รูมบิ้วตี้ คาเฟ่ และผ่านการจำหน่ายแบบไดเร็คเซล และใช้ตัวของนางวิภารดีเป็นพรีเซ็นเตอร์สร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นผู้กว้างขวางในสังคมชั้นสูงเมืองไทย

“บริษัทใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบทั้งการสนับสนุนรายการโทรทัศน์ มีรายการแนะนำผลิตภัณฑ์ทาง UBC และรายการวิทยุ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับซีบวกซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงทำงาน และกลุ่มนักศึกษา ในปี 46 จะขยายสู่การขายแฟรนไชส์ในส่วนของบิ้วตี้ คาเฟ่ และเปิดโรงเรียนสอนเกี่ยวกับความสวยความงามและบุคลิกภาพและมีบทบาททำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักบริษัทฯ มากขึ้น”

นางวิภารดีกล่าวว่าแผนการสร้าง แบรนด์จะใช้เรื่องคุณภาพเป็นหลัก มีการพัฒนาสินค้าอย่างสม่ำ เสมอพร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากก้ามปู และเน้นแพ็คเก็จจิ้งสวยงาม ตลอดจนมีการส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันยอดขายสินค้าให้ถึง 20-30 ล้านบาท/เดือน

กิฟฟารีน เน้นขายตรง กิฟฟารีนสร้างตลาดผลิตภัณฑ์ด้วย
การขายตรงเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการอบรมพนักงานขายเพื่อให้มีความรู้ไปถ่ายทอดต่อยังกลุ่มลูกค้าได้อย่างถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ

แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ บริษัท สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางกิฟฟารีน กล่าวว่าตลาดของเครื่องสำอางประเภทสมุนไพรว่าเป็นตลาดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม กลุ่มผู้ให้ความสนใจเป็นกลุ่มระดับกลางขึ้นไป เป็นกลุ่มคนทำงานไม่ใช่เป็นเด็กวัยรุ่น

สินค้าต้องชูจุดขายในเรื่องของคุณภาพสินค้าและการให้บริการเป็นหลัก เพราะเป็นสินค้าที่ไม่ได้นิยมตามกระแสแฟชั่นแต่ผู้บริโภคจะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งจุดขายนี้บริษัทขนาดใหญ่จะมีข้อได้เปรียบเพราะสามารถควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญและชำนาญเฉพาะด้าน กิฟฟารีนเองมีคอสเมติก เวชสำอางและเครื่องสำอาง สมุนไพรก็จะมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความนิยมของผู้ใช้บริการว่านิยมผลิตภัณฑ์ใดบ้างและใช้ผลิตภัณฑ์ใดได้ผล

“การตลาดต้องทำควบคู่ไปกับคุณภาพ ยกตัวอย่างธุรกิจคลีนิครักษาผิวพรรณและเวชสำอาง โปรดักส์และแพทย์มีความสำคัญที่สุด คือต้องมีแพทย์แนะนำเพื่อ ให้การรักษาเกิดผลดีซึ่งจะทำให้ลูกค้าแนะนำต่อไปด้วย แต่กลุ่มสินค้าเครื่องสำอางจะไม่มีแพทย์เราต้องอบรมพนักงานให้มีความ ชำนาญและบอกถึงประโยชน์กับลูกค้า ใช้แล้วเขาประทับใจและต้องกลับมา”
กลยุทธ์ที่เหมาะสมของตลาดสินค้า เครื่องสำอางสมุนไพรแพทย์หญิงนลินี มองว่าต้องเป็นการแนะนำแบบตัวต่อตัว หากไม่ใช่การขายตรงก็ต้องเป็นการออกบูธในงานแสดงสินค้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ไปออกบูธในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติเพื่อหาตลาดส่งออก เพื่อไปแนะนำคุณสมบัติของสมุนไพรไทย

แนวโน้มของผู้ใช้เครื่องสำอางคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทำให้ตลาดของเครื่องสำอางสมุนไพรเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่สกัดจากธรรมชาติมักไม่เกิดอันตรายหรือมีผลข้างเคียงเหมือนกับเครื่องสำอางที่สกัดจากสารเคมี แพทย์หญิงนลินีมองว่าหากมีการส่งเสริมจากภาครัฐบาลและเอกชนด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้า สินค้าประเภทนี้จะได้รับความนิยมกว้างขวางยิ่งขึ้น
ที่มา:www.businessthai.co.th
วิเคราะห์
ที่สังเกตุได้ว่าทุกแบรนด์...เน้นIMC คือ
1.ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับตัวคุณภาพสินค้า
2.การโฆษณา
3.การอบรมพนักงาน
เพื่อนๆๆมีความเห็นเหมือนกันหรือป่าว...มีใครใช้บ้างดีจริงป่าวอย่าลืมบอกต่อ WORD OF MOUTH น่ะจ้ะ

ขวัญสุดา

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #71 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 12:11:59 pm »
นาย สมเกียรติ วัฒนพงษ์ รหัส 515740332-3 EX15 sec 3
Email:Hadez_99@hotmail.com

             สวัสดีพี่ๆเพื่อนๆทุกคนครับวันนี้กระผมขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ที่ซึ่งจะตรงกับเนื้อหาเรื่องการตลาดสัมพันธ์ที่เราได้ศึกษามา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวพันกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ประกอบการกับลูกค้า ผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ ฯลฯ
หากองค์กรใดก็ตามที่ยึดมั่นในเรื่องที่เป็นหัวข้อนี้ กระผมเชื่อมั่นว่าธุรกิจนั้นๆ จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

เพราะความซื่อสัตย์ของผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการจะทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงความยุติธรรม และไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ แบรนด์ใดก็ตามที่สามารถทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกดังกล่าว กระผมขอทำนายไว้ว่าจำนวนลูกค้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อความซื่อสัตย์กับลูกค้าเป็นพื้นฐานที่จะช่วยต่อยอดให้กับธุรกิจ และสามารถนำมาเป็น "จุดขาย" สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้า แม้ว่าตลาดจะแข่งขันมากเท่าใดก็ตาม ความซื่อสัตย์จะทำให้แบรนด์อยู่ในใจของลูกค้า ดังนั้น การเน้นย้ำและปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ให้เกิดขึ้นในองค์กร จะต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกต่อลูกค้าเพื่อให้เขาและเธอรับรู้ได้ถึงนโยบายการทำงานและให้บริการอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา สามารถทำได้ไม่ยากค่ะหากทุกคนร่วมมือร่วมใจ โดยจะต้องเริ่มต้นจากนโยบายขององค์กรที่ยึดหลักความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และต้องแสดงให้พนักงานเห็นว่าการทำงานด้วยความซื่อสัตย์กับลูกค้าจะมีผลดีต่อองค์กรและตัวพนักงานอย่างไร หากองค์กรมีกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติเรื่องความซื่อสัตย์อย่างชัดเจน กระผมเชื่อว่าพนักงานก็จะมีจิตสำนึกในเรื่องดังกล่าวตามมาอย่างแน่นอน

ในทางตรงกันข้าม หากองค์กรมีเป้าหมายเพื่อกอบโกยผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามเรื่องดังกล่าว การเอารัดเอาเปรียบลูกค้าย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นให้เห็นออกจะบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้วัสดุต้นทุนต่ำ ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แม้ว่าลูกค้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นและทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ด้อยคุณภาพ แต่หลังจากที่มีการบริโภคเกิดขึ้นแล้วลูกค้ารับรู้ได้ว่าถูกเอาเปรียบเรื่องคุณภาพ กระผมเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวจะไม่สามารถขายได้อีกต่อไป

เมื่อองค์กรมองข้ามเรื่องความซื่อสัตย์กับลูกค้า ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าพนักงานจะมีจรรยาบรรณเรื่องความซื่อสัตย์อีกต่อไป ทั้งๆ ที่ทราบว่าสินค้าและบริการของตนเองด้อยคุณภาพหากเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวในท้องตลาด แต่คนกลุ่มนี้ก็จะพยายามขายด้วยการนำเสนอข้อมูลเท็จ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเชื่อและตัดสินใจซื้อ

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงไม่ต้องการขายสินค้าเพียงครั้งเดียวอย่างแน่นอน ดังนั้น การทบทวนเรื่องความซื่อสัตย์ในการทำงานจะต้องเริ่มต้นเมื่อไหร่?

กระผมเชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะต้องมีความรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ต่อไปนี้อย่างแน่นอน

ไม่อยากได้เงินของลูกค้า ในฐานะผู้บริโภคกระผมเชื่อว่าผู้ซื้อบางท่านอาจหลงๆ ลืมๆ บ้าง เช่น การจ่ายเงินเกินกว่ามูลค่าของสินค้า พนักงานที่ยึดมั่นเรื่องความซื่อสัตย์ก็จะรีบคืนเงินกับลูกค้าทันที แต่คนที่ไม่มีจรรยาบรรณก็อาจแกล้งหลงๆ ลืมๆ ตามลูกค้า สุดท้ายผลประโยชน์ก็ตกเป็นของพนักงาน

หรือแม้แต่ลูกค้าบางท่านลืมเงินทอน หลังจากรับสินค้าและจ่ายเงินก็เดินออกจากร้านทันที พนักงานที่ซื่อสัตย์ก็จะรีบทักท้วงหรือเรียกให้ลูกค้ากลับมาเอาเงินทอนทันที แต่ผู้ที่ไม่มีจรรยาบรรณก็แกล้งคิดไปว่าลูกค้าให้ทิป

นอกจากนี้แล้ว เหตุการณ์ที่ลูกค้าลืมข้าวของหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ หากกลับมาถามถึง แล้วพนักงานที่ซื่อสัตย์เก็บรักษาไว้ให้เป็นอย่างดี ความรู้สึกดี ๆ ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้ กระผมเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่เจอกับการบริการของพนักงานที่ซื่อสัตย์ พวกเขาต้องกลับมาซื้อซ้ำแน่นอน

รักษาผลประโยชน์ให้ลูกค้า การซื้อผลิตภัณฑ์บางประเภทลูกค้ามักจะได้รับผลประโยชน์จากการจัดโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ซื้อแอร์แล้วแถมพัดลมตั้งโต๊ะ หรือซื้อเครื่องซักผ้าแล้วแถมหม้อหุงข้าว ฯลฯ ของแถมเหล่านี้จะต้องตกถึงมือลูกค้าหากผู้ให้บริการมีความซื่อสัตย์ เพราะผู้ให้บริการบางท่านจะแกล้งทำเฉยหากลูกค้าไม่ทวงถาม ฯลฯ

และนี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน กระผมเชื่อว่ายังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายที่ทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงความซื่อสัตย์ รวมทั้งเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้บริการ

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดกว่าที่คุณคิด หากแสดงออกถึงความซื่อสัตย์ให้ลูกค้าเห็น เชื่อว่าองค์กรจะได้มากกว่าสิ่งที่กำลังเอาเปรียบลูกค้าอย่างแน่ๆครับ


nipatamon

  • บุคคลทั่วไป
ขอหยิกๆกัดๆ กระทู้ข้างบนหน่อย หมั่นไส้ เล็กๆ
« ตอบกลับ #72 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 12:34:37 pm »
แหม กระทู้ข้างบนไม่ค่อยเลยนะครับ

ชื่อรายงานชื่อ สมเกียรติ แต่ ชื่อ Log in เป็น ขวัญสุดา
เอ๊ะๆๆ ไม่ทราบว่า อาจารย์จะให้คะแนนถูก Sec ไหมครับผม 555
ล้อเล่นหน่ะ โจโจ้

อันที่จริง ชื่อ หรือ แบรนด์ ก็สำคัญไม่น้อยนะครับ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ

เด๋วผมจะมาบรรยายเกี่ยวกับ 22 ข้อ กฏการสร้างแบรนด์ ระดับโลก ให้พี่ๆเพื่อนๆ ได้รับทราบกัน

วันนี้แค่มากัดๆ หยิกๆ เพื่อนร่วมจังหวัด ชะหน่อย 555
ไม่แน่นะครับ แบรนด์ สมเกียรติ หรือ แบรนด์ ขวัญสุดา ต่อไปอาจจะเป็น แบรนด์ ระดับโลกก็ได้

by ALMON นิพัฒน์ ชัยวรมุขกุล 515740297-9

patty

  • บุคคลทั่วไป
To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #73 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 02:20:24 pm »
นางสาวปัทมา แซ่อึ้ง (pat4sky2000@yahoo.com)
Executive MBA # 15 Sec.3 รหัส 515740301-4
ได้อ่านบทวิเคราะห์ของเพื่อนๆแล้วดีมากเลยคะ ได้ความรู้ใหม่ๆอีกเยอะเลย ชอบคะ
   
หลังจากที่ได้ร่ำเรียนมาพอสมควร มีจุดหนึ่งที่เราควรให้ความสำคัญในธุรกิจหรืองานของเราก็คือเรื่อง CRM (Customer Relationship Management) นั้นเองคะ เป็นการตลาดโดยเน้นการรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้า คือการใช้กิจกรรมทุกชนิดที่ใช้กับลูกค้าและผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต เพื่อทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในธุรกิจนั้นๆ

วันนี้ก็จะมาพูดถึงการใช้ CRM ในธุรกิจรถยนต์ที่ตนเองถนัดก็คือ BMW นั้นเองคะ

จากนิตยสารผู้จัดการ --ฉบับ เดือนธันวาคม 2550
แนวโน้มการใช้รถ BMW ที่สามารถเปลี่ยนได้เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้าตามฤดูกาลได้เกิดขึ้นแล้ว............
...............คอนเซ็ปต์ของ Car for Life และ Customer for life ที่เกิดจากความเข้าใจ life circle ของการใช้รถและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพราะความต้องการที่อยากได้รถใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ให้ความพึงพอใจการขับขี่ ทำให้ BMW Financial Services สนองตอบความต้องการนี้ได้ โดยค่อยๆเปลี่ยนทัศนคติจากความเป็นเจ้าของ owner สู่ความเป็น user ต้องมีการทำ CRM ที่รู้จักลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งล่าสุดได้มีการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า CIC (Customer Interactive Center) เป็นทีมงานเพื่อสร้างสัมพันธ์สื่อสารความใส่ใจติดตามให้ตามความประสงค์ของลูกค้า โดยใช้โทรศัพท์, e-mail หรือ direct mail .........

จากเนื้อความข้างต้นที่นำมาเพียงบางส่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่ลูกค้า เนื่องจากรถยนต์ BMW เป็นรถราคาสูง เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นหลัก ฉะนั้นความคาดหวังของลูกค้าจึงมีค่อนข้างสูง และปัจจุบันการแข่งขันทางด้านธุรกิจรถยนต์มีค่อนข้างสูง รุนแรงและรวดเร็ว

ดังนั้นทาง BMW จึงให้ความสำคัญของการทำ CRM เป็นอย่างมาก เพราะการรักษาฐานลูกค้าเดิมและทำให้เกิดการกลับมาซื้อรถใหม่อีกครั้ง มีการใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าการแสวงหาลูกค้าใหม่ถึง 6 เท่า โอกาสที่สามารถจะขายรถคันใหม่ให้แก่ลูกค้ารายเดิมได้มีถึง 50% แต่ถ้าเริ่มต้นขายรถให้ลูกค้ารายใหม่มีโอกาสสำเร็จเพียง 15% เท่านั้น  ซึ่งจริงคะเพราะลูกค้าของดิฉันมีจำนวนไม่น้อยเลยที่กลับมาซื้อรถยนต์ BMW คันใหม่อีกคันกับดิฉัน และในลูกค้าอีกหลายรายที่ซื้อรถ BMW กับดิฉันมากกว่า 2 คันคะ นี่ก็เป็นผลมาจากการบริการที่ดีจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของ CRM ที่เราทำอยู่นั้นเอง

โดย CRM เราทำตามแนวคิด 4R แล้วนำมาใช้มีดังนี้ คือ
          1.Relationship (ความสัมพันธ์) คือการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นเพื่อที่จะเข้าใจลูกค้าและบริการลูกค้าได้ดีขึ้น โดยหลังจากที่พนักขายได้ทำการมอบรถยนต์ BMW ให้แก่ลูกค้าแล้ว จะมีการโทรหาลูกค้าเพื่อสอบถามว่ามีข้อสงสัยในการใช้รถตรงไหนบ้าง ภายใน 7 วัน และ 1 เดือนเป็นอย่างน้อย ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการติดต่อกันอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว จนเกิดความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี จนบางทีก็มีการแนะนำลูกค้าให้ด้วย
นอกจากนี้มีการส่ง SMS เป็นระยะๆ ในเทศกาลปีใหม่มีการส่ง ส.ค.ส. ให้  เวลาไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆก็มีการซื้อของมาฝากแก่ลูกค้าบ้างเป็นต้น
   สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ลูกค้านึกถึงเราอยู่เสมอ เมื่อจะมีการซื้อรถใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
          2.Retention (การเหนี่ยวรั้ง) คือการทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อสินค้าของเรา มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้หญิงมีการสอนแต่งหน้าโดย “คุณ โอ” ศิระ กุลเศรษฐศิริ  มีการสอนทำอาหารโดยคุณหมึกแดง มีการดูโง้วเฮ้งโดยซินแสชื่อดังอาจารย์ภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล หรือลูกค้าที่เป็นผู้ชายก็จะจัดกิจกรรมฝึกขับรถขั้น  Advance โดยคุณณัฐวุฒิ เจริญสุข วัฒนะ  กิจกรรมชิมไวน์ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ทำให้ลูกค้านึกถึงเราอยู่เสมอถึงแม้ลูกค้ามีความคิดจะซื้อรถใหม่ที่เป็นยี่ห้ออื่นก็ตาม เมื่อลูกค้าปรึกษาเรา ก็จะมีวีธีการต่างๆโน้มน้าวและแนะนำรถยนต์ BMW รุ่นที่เหมาะสมต่อความต้องการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าซื้อรถ BMW อีกคันด้วยความเต็มใจ จนบ้างครอบครัวกลายเป็นสาวก BMW ไปเลยก็มีคะ
          3.Referrals (การอ้างถึง) ลูกค้าส่วนใหญ่ของ BMW เมื่อได้รับบริการที่ดี การมีความสัมพันธ์ที่ดี ก็มักจะมีการบอกต่อ พูดปากต่อปากกันไป ทำให้เกิดชื่อเสียงด้านการบริการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัว เพื่อนๆ ญาติพี่น้องลูกค้าเหล่านี้ล้วนเป็นกระบอกเสียงที่ดีและมีอิทธิพลอย่างมากในการเลือกซื้อและใช้บริการของ BMW
          4.Recovery (การฟื้นฟู) การที่เราได้มีการติดต่อพูดคุยลูกค้าอยู่เสมอ ทำให้เราได้ทราบความเป็นไปของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีความบกพร่องหรือมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะทราบและแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันที เช่น ลูกค้ามีปัญหาเกี่ยวกับตัวรถ หรือไม่พอใจในบริการของพนักงาน ก็จะทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด หรือมีการขจัดความสงสัยข้อโต้แย้งแก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ เพราะเราได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเท การเอาใจที่มีให้แก่ลูกค้า ซึ่งปัญหาต่างๆเมื่อได้รับการแก้ไขแล้ว ลูกค้าก็จะกลับมามีความรู้สึกที่ดีกับเราเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

โดยทั้งหมดนี้เป็นการมุ่งเน้นบริการเจาะจงเฉพาะตัวลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสินค้าระดับสูงที่มีการบริการเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนสำคัญด้วย ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก มีหลากหลายรูปและวิธีการ เพื่อนๆคนไหนที่มีธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานในบริษัท ควรคำนึงเรื่องการบริการเป็นสำคัญด้วย จะทำให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะคะ

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2009, 02:22:44 pm โดย patty »

Witoon Jitnikorn

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #74 เมื่อ: มกราคม 08, 2009, 06:49:49 pm »
สวัสดีครับ
รายงานตัวครับ นายวิฑูรย์ จิตนิกร รหัส 515740320-0 (ป๋องครับ)
ขอแสดงความคิดเห็นกับคุณ ศิริมา ผองผาย เรื่อง อิสานเบียร์ นะครับ

      พอดีผมมองอีกมุมหนึ่งครับ(มองต่างมุม) เรื่องของชื่ออย่างเดียวเลยนะครับ การใช้ชื่ออิสานเบียร์เนี่ยอาจจะมองได้ทั้งบวกและลบ ส่วนผมมองลบครับ พอมได้ยินอิสานเบียร์เนี่ย สมองผมแว๊บขึ้นมาทันทีว่า "คนอิสานขี้เมาเหรอ" ถึงมีบริษัทน้ำเมาผลิตเบียร์เพื่อคนอิสานโดยเฉพาะ แสดงว่าตลาดน้ำเมาในอิสานเป็นตลาดใหญ่มากๆ ดูจากพื้นที่ จำนวนประชากร และผมก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าคนอิสานชอบดื่ม
      จากเหตุผลนี้ทำให้ผมมีมุมมองที่ต่างจากคุณศิริมาครับ ขอบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ

      ใครมีมุมมองอื่นลองแสดงความคิดเห็นกันดูนะครับ เรื่องนี้สนุกครับ