ผู้เขียน หัวข้อ: To: Executive MBA # 15 Sec.3  (อ่าน 231093 ครั้ง)

Nitis Chanachai

  • บุคคลทั่วไป
ผมนัย รูปไม่หล่อ แต่จริงใจกับทุกคน
« ตอบกลับ #150 เมื่อ: มกราคม 16, 2009, 12:57:09 pm »
นิธิศ  ชนะชัย
515740296-1
วันนี้ได้ว่างพอดี  งานยุ่งจริงๆๆๆ  เพื่อนๆๆ ผมคงไม่ได้เข้าสอบ OM.ติดภาระครับ  ขอให้ทุกคนโชค A ครับ  ผมอ่านข้อความในหนังสือพิมพ์เห็นแล้วบทความน่าสนใจ เลยนำมาฝาก อาจจะเป็นความรู้บ้างน๊ะครับ

มาม่า สินค้าไทย ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ

เคียงคู่ตลาดมานานเกือบ 30 ปี มีดีกรีเป็นถึงผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คงจะกล่าวไม่เกินจริงนัก หากบอกว่า มาม่า เป็น 1 ในสินค้าไทยที่ทรงอิทธิพลต่อคนทุกระดับ เพราะแทบทุกหลังคาเรือน ทุกเพศ ทุกวัย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ไม่เคยลิ้มลอง มาม่า ถูกสร้างขึ้นและวางให้เป็นโปรดักส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกหลังคาเรือนทั้งยามประหยัด และเร่งด่วน ในฐานะอาหารอิ่มท้องราคาถูกที่สุด
“จัดเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจว่าดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจไม่ดีมาม่าจะขายดี หรือเป็นช่วงวิกฤตเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม มาม่าจะเป็นสินค้าที่เข้าถึงครัวเรือนก่อนสินค้าอื่น และรับประทานได้อิ่มโดยไม่ต้องรับประทานแบบน้ำก็ได้...
...ที่สำคัญ มาม่าเป็นสินค้าราคาถูก ยิ่งภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ถือว่าเป็นอาหารถูก กินอิ่ม เทียบก๋วยเตี๋ยวข้างถนนอย่างน้อยชามละ 20 บาท และเมื่อเอามาม่าไปเติมผัก เติมไข่ อย่างมากก็ 10 บาท ความแรงของมาม่าในวันนี้ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ตรงกันข้ามกับยิ่งแผ่ขยายแบรนด์ไปสู่ระดับโลก กลยุทธ์สำคัญสำหรับมาม่า เน้น 2 แนวทางหลัก คือ ออกรสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ให้สินค้าจำเจ ขณะเดียวกันก็ยังใช้ไม้เด็ดด้านกิจกรรม “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง” และเน้นการหาวิธีการใหม่ที่แตกต่างจากคู่แข่ง
สำหรับแนวโน้มการสร้างอาณาจักรมาม่า ในอนาคตจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยการใช้หลักการตลาด 4p (Product , Price , Place, Promotion) โดยจะต้องสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างเมื่อผู้บริโภคเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เพราะคนส่วนใหญ่มักจะแยกความแตกต่างของภาพลักษณ์ของบะหมี่กึ่งสำเร็จเพราะผู้ประกอบการหลายค่ายมีความคล้ายคลึงกัน เช่น การนำถ้วยกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาเป็นบรรจุภัณฑ์เป็นรายแรก ซึ่งเป็นการสร้างจุดขายใหม่ให้กับแบรนด์มาม่าที่เหนือว่าคู่แข่งไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย
ผมขอวิเคราะห์การตลาด ตามที่เรียนมาครับ
การวิเคราะห์ 4Ps
1. Product 
- มาม่ามีหลายรส  เช่น มาม่ารสต้มยำกุ้ง,รสหมูสับ,รสน้ำตก,รสหมูสับ,รสเย็นตาโฟ,รสแซ่บ,ต้มยำกุ้งน้ำข้น ฯลฯ มีหลากหลายให้ผู้บริโภคเลือก
- วางตำแหน่งเป็นสินค้าระดับกลางหรือ standard สำหรับ mass market
2. Price
         เสนอราคาสินค้าในระดับ standard ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม
3. Place
- ครอบคลุมทั่วไปด้วยช่องการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง  เป็นสินค้าที่ Focus ไปที่กลุ่ม mass เป็นหลักโดยมีการเพิ่มคุณสมบัติต่างโดยการนำเสนอสินค้าที่หลากหลายเหมาะกับผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมายของมาม่านั้น เสนอในระดับที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้หรือที่เรียกว่า standard product

4. Promotion
         มีการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงผู้บริโภค  และมีการจัดกิจกรรมต่างๆทางการตลาดอย่างต่อเนื่องและผู้บริโภคมีความคุ้นเคย
มีการโฆษณาที่เข้าถึงผู้บริโภค แบบ mass market
     
    ข้อมูลคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย  เห็นมั้ยว่ามาม่าของเรา  ยามเศรษฐกิจแบบนี้  คงจะขายดีแน่นอน  เฮ้อสงสารประเทศไทย เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกันซะที  เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้นบ้าง
     คงจะจากลาไปกรุงเทพก่อนครับ  แล้วเจอกันครับเพื่อน ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นิธิ (นัย)
nitis.c@egat.co.th
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 16, 2009, 03:04:22 pm โดย Nitis Chanachai »

sakoad

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #151 เมื่อ: มกราคม 16, 2009, 03:53:27 pm »
เถลิงศักดิ์ ไทยเมืองทอง 515740289-8 (รอบสอง)
วันนี้ได้อ่านบทความแล้ว น่าสนใจ ซึ่งเข้ากับช่วงอากาศหนาวพอดี  นำข้อมูลมาฝากเพื่อน ๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2392 15 ม.ค. - 17 ม.ค. 2552 
 
เครื่องทำน้ำอุ่นยอดพุ่งเท่าตัว ดีลเลอร์/โมเดิร์นเทรดอาศัยอากาศกลับมาหนาวระบายสต๊อก
 
ตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นดี๊ด๊า อากาศกลับมาหนาวดันยอดโตเท่าตัว "พานาโซนิค" เผยเป็นโอกาสระบายสินค้าของร้านตัวแทนจำหน่าย และห้างสรรพสินค้า ชี้ดีมานด์กระเตื้อง 8-10% "ชาร์ป" เชื่อยอดขายช่วงเดือนมกราคมเติบโตเท่าตัว หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายณัฐพงษ์ ฤกษ์สุทธิวิเศษ ผู้จัดการส่วนพัฒนาสินค้า เครื่องทำน้ำอุ่น ฝ่ายการตลาด บริษัท พานาโซนิค เอ. พี. เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" หลังอากาศกลับมาหนาวเย็นอีกครั้งว่า สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ณ เวลานี้ ส่งผลดีต่อร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และโมเดิร์นเทรดในการระบายสินค้าในสต๊อก ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยในการผลักดันยอดขายให้เติบโตขึ้นเท่าตัว หากเปรียบเทียบกับยอดขายช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา

"มองว่า ภาวะอากาศที่กลับมาหนาวเย็นอีกครั้งถือเป็นโอกาสทองสำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และห้างสรรพสินค้าที่จะมีเวลาระบายสินค้าที่คงเหลืออยู่ในสต๊อก รวมถึงเป็นแนวทางให้บริษัทเตรียมการเพื่อวางแผนสำหรับหน้าขายที่จะมาถึงช่วงปลายปี โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการเปิดตัวเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่น "ไอ พลัส เอโวลูชั่น สลิม แอนด์ ทอลล์ ดีไซน์" (i Plus Evolution Slim & Tall Design) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3,690 บาท พร้อมให้ความสำคัญในเรื่องของการสื่อสารการตลาดถึงผู้บริโภค ตามแนวทางของแคมเปญ "i Plus" ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี" นายณัฐพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าด้วยสภาวะอากาศที่แปรเปลี่ยน ประกอบกับโปรโมชัน และคุณภาพสินค้าจะเป็นตัวแปรสำคัญให้ยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องทำน้ำอุ่นของบริษัทมีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้นจากยอดขายรอบบัญชีปี 2550 มากกว่า 10% ขยับส่วนแบ่งการตลาดเป็น 50% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 48% ครองตำแหน่งผู้นำตลาดรวมเครื่องทำน้ำอุ่นต่อไป
"บริษัทประมาณการว่าอากาศที่หนาวเย็น ณ เวลานี้จะไม่กินเวลายาวนานนัก แต่ถือว่าเป็นผลดีต่อภาพรวมตลาดมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากการขายสินค้ากลุ่มดังกล่าวขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศเป็นสำคัญ โดยปริมาณความต้องการในตลาดปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8-10% ซึ่งปริมาณความต้องการอาจจะมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ หากไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ" นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายวีรเทพ ฉัตรศิริวิชัยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า สภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนอยู่
นอกเหนือการคาดการณ์ของบริษัท ทำให้ไม่สามารถวางแผนรองรับเหตุการณ์ท่าเกิดขึ้นได้ทัน ซึ่งรูปแบบการทำตลาด รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถสนองตอบความต้องการในตลาดได้อย่างเต็มที่

ที่ผ่านมา บริษัทใช้งบการตลาด 15 ล้านบาท พร้อมชู "ออนเซน" (ONZEN) เครื่องทำน้ำอุ่นซีรีส์ใหม่ทั้ง 8 รุ่นเป็นสินค้าเรือธง พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ กระตุ้นกำลังซื้อ สร้างยอดขายเติบโตเฉลี่ย 10%
 
ช่วงนี้ขายดีเหลือเกิน บริษัทมีการทำการตลาด 4 P ดี (Product,Price,Place,Promotion) ก็รับยอดขายเพิ่มไปเต็มๆๆๆ ครับ
วิเคราะห์ 4P ตามที่ได้เรียนมา
1. Product  เครื่องทำน้ำอุ่น พานาโซนิค PANASONIC มีหลายขนาดให้เลือก เช่น ขนาด 3500 W,4,500 W,6,000 W ซึ่งรูปลักษณ์ทันสมัย มีสีสรรค์ให้เลือกมากมาย เหมาะสมกับบ้านพักอาศัย จากผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง
2. Price  ราคาขายจะอยู่ช่วงระหว่าง 3,500 – 7,500 บาท แล้วแต่ขนาดที่ผู้บริโภคจะเลือก  ซึ่งราคาอาจจะมีปรับขึ้น หรือลดลง ตามภาวะตลาดได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพของเครื่องทำน้ำอุ่น Panasonic ราคาไม่ใช่ตัวแปรนัก ส่วนใหญ่จะเล่นเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการบริการหลังการขายมากกว่า   
3. Place ครอบคลุมทั่วไปด้วยช่องการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภค เช่น ห้างสรรพสินค้าทุกห้างฯ,ร้านค้าปลีก-ส่ง,เอเย่น, ซึ่งผู้บริโภคสะดวกในการซื้อ
4. Promotion มีการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงผู้บริโภค ทางทาง TV,หนังสือพิมพ์,โปรสเตอร์,Internet และอื่น  และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มีการทำโปรโมชั่น ส่งเสริมการตลาด ส่งเสริมการขาย อย่างสม่ำเสมอ

พอแค่นี้ก่อน  ยังไม่ได้อ่านหนังสือครับ  ขอตัวก่อน  บายๆๆๆๆๆ

เถลิงศักดิ์ ไทยเมืองทอง
thaleongsak.tha@tmbbank.com
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 16, 2009, 04:27:30 pm โดย thaleongsak »

awyjung

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #152 เมื่อ: มกราคม 16, 2009, 05:45:17 pm »
น.ส.ศิริมา ผองผาย 515740328-4
ภาวะเศรษฐกิจวันนี้มันช่างรุมเร้าประเทศไทยซะจริ๊งจริง  ทุกคนคงจะทราบกันนี้แล้วว่าประเทศไทยเจอศึกในศึกนอก มากมายจนแทบจะแตกอยู่แล้วเอาล่ะเรื่องเก่าๆๆไม่กล่าวถึงแล้วน่ะ  มาช่วยกันกอบกู้เศรษฐกิจประเทศไทยกันดีกว่า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว  หลายคนคงพอจะได้ข่าวว่ายอดการจองโรงแรมและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงอย่างน่าใจหาย  แล้วเราจะช่วยประเทศไทยให้อยู่ไหวได้อย่างไรดีน๊า
เอางี้แล้วกันเรานำหลักการตลาดมาช่วยวิเคราะห์ดีกว่า
4Ps(ฉบับมินิ)
Product หลากหลายทางภูมิประเทศ ภูเขา ทะเล น้ำตก หลากหลายทางวัฒนธรรม
ความเป็นมิตร ที่ต่างชาติยกย่องเป็นสยามเมืองยิ้ม(แม้ตอนนี้จะยิ้มแบบเฝื่อนๆๆก็เถอะน่ะ)
Price  ไม่แพงมีให้เลือกหลากหลายตามสินค้าและบริการ มีทั้งเที่ยวแบบเริ่ดๆๆหรือติดดิน ราคาก็ตามสินค้าและบริการแต่ค่าเงินของเราเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วก็ถือว่าไม่แพง
Place บริษัททัวร์   แพคเก็จจากสายการบิน แพคเก็จจากโรงแรม
Promotion ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว การลดราคาห้องพักและตั๋วเครื่องบิน
@@เอาเป็นว่านี้คือข้อมูลคร่าวๆๆๆที่ทุกๆๆคงรู้กันดีทีนี้เรามาดูซิว่าจุดแข็งจุดอ่อนประเทศไทยล่ะมีอะไรบ้าง@@@
SWOT
STRENGTH ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทุกอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นขุนเขาแห่งสายหมอกทางเหนือ  ลุ่มน้ำแห่งอารยะธรรมทางศาสนาภาคกลาง  ทะเลสีครามภาคใต้
ด้านอาหาร ก็ยกให้พระเอกของเรา คือต้มยำกุ้ง และส้มตำ ดังระดับโลกบอกปุ๊ปรู้ปั๊บ Thailand แน่ๆๆขนาดเอาไปตั้งเป็นชื่อหนังยังดังระเบิดเล๊ย พี่จา ต้มยำกุ้ง น้องเกรซ ส้มตำ(เสี่ยเจียงค่ะช่วยโฆษณาหนังขอสัก1%จากร้อยล้านบ้างก็ดีน่ะค่ะ)
ด้านวัฒนธรรม สีภาคสี่วัฒธรรม อีสานเซิ้งกระติ๊บ ใต้ รำโนราห์  เหนือฟ้อนเล็บ กลางรำเทียน  ไหนจะสปาทั้งแบบนวดแผนไทยและอโรมาเธอราปีอันลือเลื่อง
WAEKNESS ด้านภาษาที่จะด้องใช้สื่อสารกับนักท่องเทียว  ด้านมาตรฐานสินค้าและบริการ

OPPORTUNITY  โอกาสประเทศไทยมีโอกาสในการขยายตลาดอีก ไม่ว่านักท่องเที่ยวจากชาติไหนเพราะความคุ้มค่าจากการมาเที่ยวในไทย และเมื่อไม่กี่วันสถานทูตอังกฤษได้ออกมาเปิดเผยว่าประเทศอังกฤษได้สำรวจออกมาแล้วว่าชาวอังกฤษที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยคุ้มค่ามากกว่าไปประเทศอื่นๆๆ  เพราะค่าเงินบาทที่ไม่แพง ค่าครองชีพที่ไม่แพง 
TREAT อุปสรรคภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำในรอบหลายสิบปีมานี้ ที่ปัจจุบันนับจะถดถอยหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกา ที่มาของแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส ที่เป็นตลาดใหญ่ของบ้านเรา  ไหนจะญี่ปุ่นอีก  ทำให้กำลังซื้อลดลง  และที่เป็นปัญหาที่ทุกคนเหนื่อยใจกันมาตลอดปัญหาการเมืองในประเทศเราเอง เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นการลงทุนและการท่องเที่ยวของไทย
สรุปและข้อเสนอแนะ
ปัญหาแม้จะมากมายแต่ถ้าทุกคนร่วมมือแก้ไขเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้
อยากให้ภาครัฐและภาคเอกชนช่วยกันกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งจากคนไทยด้วยกันเองและจากต่างชาติ  การทำโปรโมชั่นสุดคุ้มเที่ยวแบบสตาร์แต่จ่ายแค่สตางค์ เปรียบเทียบว่าเที่ยวแบบพรีเมี่ยมแต่จ่ายแบบสบายๆๆกระเป๋า ขายความเป็นเอกลักษณ์ ขายมิตรภาพ
ที่ไม่ต้องมีต้นทุนเลยยิ้ม ยิ้มมากๆๆยิ้มกันเข้าไว้ เงินมางานมี ชาวสยามบ้านเราจะได้ยิ้มแบบสวยๆๆอีกสักครั้ง



yupaporn70

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #153 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 02:12:13 pm »
รายงานตัว นางยุพาพร  พนมอุปถัมภ์  รหัส 515740356  EX 15 sec 3 ค่ะ

HTC  POCKET PC
 
HTC เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนชื่อมาจาก Dopod เมื่อกลางปี 2007 สำหรับเป้าหมายการเปลี่ยนมาใช้ชื่อเอชทีซีนั้น เป็นไปตามนโยบายบริษัทแม่ที่ต้องการให้เอชทีซีเป็นแบรนด์เดียวที่ถูกจดจำทั่วโลก ซึ่งที่อเมริกาและในยุโรปไม่รู้จักแบรนด์ดูพอด แต่รู้จักแบรนด์เอชทีซีเป็นอย่างดี เพราะมีชื่อเสียงในการผลิตพ็อกเก็ตพีซี และพีดีเอโฟนให้แบรนด์ดังหลายแบรนด์มาก่อน   
  กลยุทธทางการตลาด     STP
SEGMENT  แบ่งตามรายได้และการใช้งาน
TARGET  รายได้ปานกลางถึงสูง และใช้งานโปรแกรม PDA
 POSITIONING  สวย บาง ดูหรู มีสไตล์ 

PRODUCT & PRICE
1.HTC TOUCH HD   34,900 บาท                             2. HTC TOUCH PRO 32,900 บาท         
3. HTC TOUCH DIAMOND 27,900 บาท                  4.HTC  TOUCH CRUISE 23,900 บาท         
5. HTC P3600i 22,900 บาท                                    6.HTC TOUCH 3G 19,900 บาท                 
7.HTC TOUCH 14,900 บาท                                     8.HTC P3470 13,900 บาท   
9. HTC TOUCH VIVA  12,900 บาท                         10.HTC P3400  7,900 บาท
ใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ skimming strategy เป็นการตั้งราคาโดยบวกส่วนต่างกำไรไว้สูงสำหรับช่วงเปิดตัวของผลิตภัณฑ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อตักตวงผลกำไรในช่วงแรกสำหรับสินค้าทีมีช่วงวงจรการขายสั้น โดยผู้ขายสามารถกระจายความเสี่ยงของต้นทุนการขายสำหรับสินค้าที่มีช่วงวงจรอายุของสินค้าสั้นบวกเข้าไปในราคาโดยยังคงรักษาระดับกำไรที่ต้องการไว้ได้ มักเป็นสินค้าจำพวกเกิดง่ายตายเร็ว สินค้าแฟชั่น ตามกระแสนิยม และราคาที่สูงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นสินค้าที่ดี   ตัวอย่างเช่น สินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ
PLACE
-ร้านค้าใน ตึกคอม  พันธ์ทิพย์  มาบุญครอง ฯลฯ
-พนักงานขายประจำช่องทางจัดจำหน่าย เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง
PROMOTION   ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้  คือ Sales Promotion (การส่งเสริมการขาย) ไม่ว่าจะเป็นการลด แลก แจก แถม   การส่งเสริมการขายเป็นเครื่องมือกระตุ้นความต้องการในระยะเวลาสั้นๆ และอาจใช้ได้ผลแค่ในช่วงระยะเวลาที่ทำโปรโมชันเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังต้องยอมรับว่า แทบจะทุกแบรนด์ต่างก็ใช้กลยุทธ์นี้กันทั้งนั้น 
 - ข่าวประชาสัมพันธ์ : hTC Thailand และ SiS Thailand จัดโปรโมชันสุดฮ๊อต เพียงนำมือ ถือรุ่นเก่า (ตามที่ระบุ) มาแลกซื้อ hTC Touch P3452 Black ในราคาพิเศษสุดๆ ...
- Jabra จัด Promotion เก่าแลกใหม่ จำหน่าย และบริการ PDA, PDA/Phone PocketPC ..
- โปรโมชั่นพิเศษ HTC Touch 0% 10เดือน จ่ายเพียง 8เดือน ...
- HTC Touch เวอร์ชั่นใหม่ พร้อม หน่วยความจำ RAM กับ ROM ... ***HOT Promotion(NO BOX ) ลด 500 บาท*** จากราคาปกติ 7500 บาท เหลือเพียง 7000 บาท. ...
- ลุ้นสิทธ์ซื้อ hTC Touch Pro และ Touch Viva ราคาลด 50% ที่บูธ hTC หมายเลข D1,D3   ** วันละ 6 เครื่อง hTC Touch Pro 1 ตัว และ Touch Viva 5 ตัว รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่บูธ hTC
- HOT Promotion HTC Diamond ราคา 27900 บาท ผ่อน 0% 10 เดือนกับบัตร KTC หรือ กรุง ศรี GE แต่จ่ายจริงเพียงแค่ 9 เดือน วันนี้ถึง 31 ธค 2551 เท่านั้น ...

yupaporn70

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #154 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 02:18:00 pm »
 :)ลืมใส่ email นางยุพาพร พนมอุปถัมภ์ รหัส 515740356-9  EX 15 sec 3   email: yupaporn70@hotmail.com , yupsri@kku.ac.th

NidnoI

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #155 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 02:27:51 pm »
สวัสดียามบ่ายจ้า..เพื่อนๆๆๆ  :D :D
เป็นไงกันบ้างคะ ทำข้อสอบได้รึเปล่า ??? ???

สอบเสร็จซะที~~โล่งอกโล่งใจกันขึ้นรึเปล่าคะ
(เอ...รึว่าหนักใจกว่าเดิมมม~~ ;D ;D)
ไม่เอาแล้ว ไม่คุยเรื่องสอบแล้วดีกว่า..ช้ำใจค่ะเพื่อนๆๆๆๆ
มาคุยกันเรื่องของสวยๆๆ งามๆๆ น่ารักๆๆๆๆ
ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเจ้าต๊กตา Blythe:ไบลธ์ (เพื่อนๆๆผู้ชายอาจไม่รู้จัก)งั้นเราลองมาทำความรู้จักไปพร้อมๆๆกัน แล้วก็ลองมาวิเคราะห์กลยุทธ์ทางการตลาดของเจ้าตุ๊กตา ไบลธ์ กันดูเนอะ..ขอบอกว่าน่ารักมากมาย นิดหน่อยชอบบบบมากๆๆๆเลย~~
Blythe อ่านออกเสียงว่า ‘ Blahyth ‘ หรือ ‘ Blind ‘ (บลายธ์) ถูกคิดค้นขึ้นมาบริษัท เคนเนอร์ ในสหรัฐผลิตไบลธ์ ในปี 2515 หรือราว 36 ปีก่อน และถูกเปิดตัวผ่านโฆษณาโทรทัศน์ ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงหุ่นใกล้เคียงบาร์บี้ แม้หน้าอกจะเล็กกว่า แต่ส่วนหัวนั้นใหญ่โตกว่าบาร์บี้หลายเท่า ข้างในบรรจุกลไกลูกกะตาให้เปลี่ยนสีตาได้สี่สี แถมเพิ่มเทคนิคด้วยการให้ตุ๊กตามองซ้าย มองขวา มองตรงได้ด้วยการกระตุกเชือกหวังจะให้เด็กๆ สนุกสนานเพลิดเพลิน ทว่าในครั้งแรกที่ออกมา ผลลัพธ์คือ ความหลอนที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เด็กๆ (บางคนบอกเล่าว่าไบลธ์ของเธอเปลี่ยนสีตาด้วยตัวเอง) ไบลธ์จึงไม่ประสบความสำเร็จ ตุ๊กตาตาโตกลายเป็นสินค้าลด แลก แจก แถม แม่บ้านชาวอเมริกันสามารถตัดคูปองเพื่อแลกซื้อไบลธ์ในราคาแค่ 3.5 เหรียญสหรัฐ! ครั้งหนึ่งในงานเทศกาลตุ๊กตาไบลธ์กลายเป็นของแถมตุ๊กตาตัวอื่น ฝ่ายขายของเคนเนอร์เจองานหินอยู่ 1 ปี ก่อนยุติการจัดจำหน่าย ไลน์การผลิต เบ้าหล่อต่างๆ ถูกรื้อทิ้งศิลปินหลายคนจบชีวิตลงก่อนที่ภาพเขียนของตัวเองจะโด่งดัง แต่อลิสัน คาทซ์แมน ผู้ออกแบบไบลธ์ยังมีลมหายใจอยู่ดูไบลธ์ถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่ในอีก 30 ปีถัดมา หญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์ไบลธ์กลับไปผลิตที่ญี่ปุ่นพะยี่ห้อทาการะ ภายใต้ชื่อ นีโอไบลธ์ ตุ๊กตาถูกจับแต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้าเก๋ไก๋ ทันสมัย เสน่ห์ของไบลธ์ได้แก่ลูกเล่นการแต่งตัว เพราะใส่อะไรก็ดูดี ดูน่ารัก สวย เซ็กซี่ เท่ พังก์ หลากแนวแล้วแต่รสนิยมผู้เป็นเจ้าของ

ทราบประวัติความเป็นมาคร่าวๆๆๆแล้ว ลองมาวิเคราะห์ 4 Ps กับ SWOT กันดู..ว่าทำไมน้า เจ้าตุ๊กตาแสนสวยเนี่ยถึงได้กลับมาอยู่ในตลาดได้อีกครั้ง
4 Ps
1. Product
มีความเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของตัวสินค้านั้นคือ ดวงตากลมโต ตุ๊กตาสามารถแต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้าเก๋ไก๋ ทันสมัย เสน่ห์ของไบลธ์ได้แก่ลูกเล่นการแต่งตัว เพราะใส่อะไรก็ดูดี ดูน่ารัก สวย
เซ็กซี่ เท่ พังก์ หลากแนวแล้วแต่รสนิยมผู้เป็นเจ้าของ
ชื่อรุ่นของตุ๊กตาที่ยาวอลังการสร้างจุดน่าสนใจให้กับสินค้า และบางรุ่นผลิตมาในจำนวนจำกัด
มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า
2. Price
ราคาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน
3. Place
เข้าถึงทุกช่องทางการจัดจำหน่าย โดยขายที่ห้างสรรพสินค้า และในอินเตอร์เน๊ต
4. Promotion
ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
มีราคาให้เลือกหลากหลาย
สร้างเครือข่ายผู้ที่ชอบสะสมขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน

SWOT
1. จุดอ่อน
กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบนทำให้กลุ่มผู้สนใจอาจมีน้อย
ขาดความเป็นนานาชาติ เช่น ชุดแต่งกายประจำชาติ ฯลฯ
2. จุดแข็ง
การคงความเป็นเอกลักษณ์ของตุ๊กตาทำให้ตุ๊กตาสามารถขายได้
การมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และหลายราคา
3. โอกาส
มีเครือข่ายคนรักตุ๊กตาไบลธ์ ทั่วโลกไม่จำกัดเพศ หรือวัย
ระบบสารสนเทศที่พัฒนาทำให้การแลกเปลี่ยนทรรศนะคติหรือความรู้เกี่ยวกับตุ๊กตาไบลธ์มากขึ้น
4. อุปสรรค
มีสินค้าที่สามารถทดแทนได้ในตลาดตุ๊กตาที่แต่งตัวได้ เช่น ตุ๊กตาบาร์บี้ เป็นต้น
ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์และการปลอมแปลง

เพื่อนๆๆๆ มีความคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ ..เหมือนกันกับนิดหน่อยรึเปล่า???
วันนี้เอารูปตุ๊กตาแสนสวยมาฝากด้วย เผื่อเพื่อนๆๆจะตกหลุมรักเจ้าตุ๊กตาแสนสวยนี้เหมือนกับนิดหน่อย..อิ อิ

..นางสาวนิภา  บุราสิทธิ์..
..รหัส 515740298-7..
..นิดหน่อย..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2009, 02:39:29 pm โดย นิดหน่อย »

TakeSHO

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #156 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 03:16:39 pm »
นายอภิรักษ์ ลุนนากัน รหัส 515740426-4-5 MBA EX.15 Sec.04
E-mail : tangkup@hotmail.com

เกมออนไลน์ (Online game)
[/glow][/shadow]
[/color]     
             เกมออนไลน์ (online game) หมายถึง วิดีโอเกมที่เล่นบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะบนอินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์มีส่วนที่คล้ายคลึงกับเกมหลายผู้เล่นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (Multiplayer) เกมออนไลน์ส่วนมากจะเป็นเกมแบบ MMO (Massive Multiplayer Online) หรือก็คือเกมหลายผู้เล่นที่รับจำนวนผู้เล่นได้มหาศาลในพื้นที่ๆหนึ่ง (ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป) สำหรับในประเทศไทย ถ้าพูดถึงคำว่าเกมออนไลน์ จะหมายถึงเกมที่ต้องเล่นผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
หลักการที่ใช้ : ส่วนผสมทางการตลาดออนไลน์ องค์ประกอบการตลาดแบบใหม่ แบ่งเป็น 6P
1.   ผลิตภัณฑ์  (Product) แบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ประเภท 1.สินค้าที่สามารถจับต้องได้ (Physical Goods)
2.สินค้าดิจิตอล (Digital Goods) 3.ธุรกิจบริการ (Services)
2.   ราคา  (Price) ปัจจัยในการตั้งราคา ต้องคำนึงถึงราคาตลาดเป็นหลัก การคิดเผื่อราคาค่าขนส่ง สินค้าราคาถูกอาจจะขายไม่ได้เสมอไป เน้นเรื่องความสะดวกในการสั่งซื้อ สินค้าที่มีราคาถูกเกินไปอาจขายแบบรวมแพ็ก
3.   ช่องทางการจัดจำหน่าย  (Place) มีระบบการสั่งซื้อ เช่น ระบบตะกร้า มีระบบการชำระเงิน มีการคิดค่าสมัครสมาชิก รับจ้างโฆษณาสินค้าหรือบริการ รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์ให้บริการเกมส์ออนไลน์ เว็บไซต์ที่มีการส่งมอบสินค้าหรือบริการผ่าน อินเทอร์เน็ต ธุรกิจนายหน้าหรือตัวแทนที่มีเว็บไซต์ประกอบธุรกิจ
4.   การส่งเสริมการขาย  (Promotion) โฆษณาด้วยแบนเนอร์ (ป้ายโฆษณา)  โฆษณาผ่านทาง E-mail โฆษณาด้วยการเสียค่าใช้จ่ายกับเว็บไซต์อื่น โฆษณาด้วยระบบสมาชิกแนะนำสมาชิก โฆษณาด้วยการแลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่น โฆษณาบน Search Engine หรือ Web Directory ใส่ในนามบัตร, หัว-ซองจดหมาย ทำเป็นของชำร่วย เช่น ปากกา พวงกุญแจ โฆษณาติดตามสื่อเคลื่อนที่ เช่น รถประจำทาง โฆษณาตามสื่อต่างๆ เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ จัดสัมมนาให้ความรู้ จัดงานแถลงเปิดตัวสินค้าหรือบริการ ฯลฯ
5.   การรักษาความเป็นส่วนตัว  (Privacy)  ผู้ประกอบการควรกำหนดนโยบาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรเครดิต 
6.   การให้บริการส่วนบุคคล  (Personalization) ควรเป็นลักษณะการบริการแบบโต้ตอบร่วมกัน (Interactive) ระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าแบบเจาะจงบุคคล เรียกว่า การตลาดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Marketing) เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงใจลูกค้า อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และสร้างความเป็นกันเองและความประทับใจ 
   สรุป[/color]
   
ตลาดเกมส์ออนไลน์ของประเทศไทยอยู่ในระยะการเริ่มต้น โดยการจะประสบความสำเร็จในตลาดเกมส์ประเภทนี้ต้องใช้เวลา และความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานบริการอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพ รัฐบาลจะต้องร่วมมือกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ เพื่อติดตั้งเกมส์ออนไลน์ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลก
   แนวทางอนาคต ผู้ประกอบการควรเน้นการโฟกัสและลงทุนกับเกมส์ที่มีอนาคตมีอายุการเล่นยาวนาน มีแนวโน้มเป็นที่ยอมรับ และอยู่ในความสนใจของผู้เล่นเกมส์เป็นเวลานาน แตกต่างจากแนวทางเดิมที่ทำตลาดเกมส์โดยเน้นเกมส์ทุกประเภท


          

patchareesan

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #157 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 03:21:07 pm »
ร.ต.ท.หญิงพัชรีสาน  ช่างปรีชา  515740306-4   วิเคราะห์การตลาดของผลิตภัณฑ์ปรับสีผิว หน้าขาวทั้งหลาย
ขอวิเคราะห์โดยจำแนกออกเป็น 4 P แบบง่ายๆดังนี้ค่ะ
1. Products แน่นอนว่าต้องเป็นสินค้าเพื่อหน้าขาวนั่นเอง ไม่ขอพูดเกี่ยวกับส่วนผสมเพราะไม่สันทัดเท่าไหร่ การจะผลัดผิวให้หน้าขาวตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว กำหนดการผลัดผิวของมนุษย์เราเป็น cycle มีเม็ดสีหรือ pigment cells อยู่ในชั้นผิวหนัง epidermis ผิวส่วนนี้จะได้รับรังสี UV และโดนทำลายได้ง่าย เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนและใกล้กับเส้นศูนย์สูตร (สะกดไม่เป็นอ่ะคำนี้) เราจึงถูกสร้างมาให้มีผิวเข้มกว่าประเทศในเขตหนาว
แล้วเจ้าพวกครีมทาหน้าขาวที่โฆษณาว่าจะทำให้ขาวใน 7 วันนั้นก็จะถูกดูดซึมเพื่อไปชะลอการทำงานของเซลล์เม็ดสีให้ผลิตน้อยลง เมื่อผิวผ่านการทำลายตัวเม็ดสีเพื่อความขาว ก็แน่นอนว่าแสงแดดและ free radicals ก็สามารถเข้ามาทำลายเซลล์ผิวเราได้มากและง่ายขึ้น ผลที่ตามมาก็คือเราก็จะมีความเสี่ยงของมะเร็งสูงขึ้นตามไปด้วยถามว่าได้ผลไม้ก็อาจจะได้ผลในระดับหนึ่ง เนื่องจากเราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน จึงมีผิวค่อนข้างขาวอยู่แล้ว แต่เวลาโดนแดดก็จะคล้ำลงบ้างก็เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวที่มีส่วนผสมของสารกันแดดอย่าง Titanium dioxide ของ Mistene, Citra, Nivea, Pond's และอีกหลายแบรนด์เพื่อให้ผิวที่แขนขาวเท่าผิวหน้า (หน้าทากันแดดไว้เยอะ หน้าจะขาวล้ำนำไปหลายช่วงตัว)ยอมรับว่าผิวขาวขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับขาวจนเว่อร์ เพียงแต่ไม่คล้ำลงเนื่องจากมีส่วนผสมของสารกันแดดด้วยจากการศึกษามาระยะนึง ก็รู้ว่ามันไม่ได้ขาวขึ้นเพราะมันไม่ได้ไปปรับลดเมลานิน แค่ไปชะลอการทำงานของเมลานินให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งถ้าอยู่ในที่ไม่โดนแดดจ้านานเกินไป เราก็จะสามารถขาวขึ้นได้เองไม่ต้องพึ่งครีมใดใด แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ จังหวะหน้ามืด อยากสวย ขาวโอโม่ อะไรก็ยอมทำได้ทั้งนั้น
2. Price   เมื่อก่อนเราจะได้ยินคำว่า "ของดีต้องแพง" แต่มาในระยะไม่กี่ปีหลัง จะเห็นชัดเจนว่าพวกผลิตภัณฑ์เพื่อปรับสีผิวมีราคาย่อมเยาว์ สามารถหาซื้อได้ในราคาไม่แพงมากนักโดยสื่อจะเน้นโฆษณาเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ค่อนข้างมีรายได้น้อยถึงปานกลางราคามักจะอยู่ที่ 35 บาทถึง 300 บาท อันนี้เป็นราคาสินค้าผลิตและหาได้ในประเทศไทยอย่าง KA ครีมกันแดด, นีเวีย, ซิตร้า, หรือครีมเภสัช ที่หลายๆคนเอามาลองแล้วปรากฏว่าได้ผล ขาวขึ้นในระดับที่สามารถสังเกตได้ แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงผลที่ตามมาหลังการใช้ เนื่องจากยังไม่มีใครทำการวิจัยถึงกระนั้นก็ตาม ถ้าหากว่าเม็ดเงินที่เสียไปเพื่อเพิ่มความพอใจให้กับตัวเองได้ อันนี้ถือว่าเป็นการตลาดที่สมบูรณ์แล้วค่ะ ก็ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีจำนวนสาวๆอีกไม่น้อยที่ลงทุน ลงแรงไปกับ "ความขาว=ความสวย" นี้แต่ก็ไม่เห็นผล บางคนลงทุนซื้อสินค้าหลายชนิด ประโคมทุกวันเช้าถึงเย็น ขัดแล้วขัดอีก พอกแล้วพอกอีก เพื่อให้ได้มาซึ่งความสวย จำนวนเงินนั้นไม่น้อยเลยนะคะ
3. place  สินค้าประเภทนี้มักจะมีขายในแหล่งชุมชน (อ้าวแน่นอนสิ ไปขายในทุ่ง ให้วัวทำหน้าขาวหรือไง) เค้ามักจะวางขายในร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากราคาไม่สูงมาก ไม่มีการทำตลาดเริ่ดหรูอลังการงานไฮโซมากนัก ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7/11 ไม่ต้องเสียเงินวาง shelf ให้สิ้นเปลืองงบบริษัท บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าการที่สินค้าบางตัวได้วางผงาด อยู่ในระดับสายตา หรือได้มุมที่โดดเด่นไม่ได้ไปอยู่ตามกลางๆหิ้งหรือด้านล่างๆ เพราะพวกนี้จะต้องเสียเงินซื้อจุดที่วิจัยออกมาแล้วว่าขายได้แน่นอนการตลาดก็เหมือนการดูโหงวเฮ้งนะ เพราะถ้าวางไม่ดี มุมอับ อัปมงคลตายเลย ไม่มีใครเห็นแล้วใครจะซื้อตรูล่ะ หรือวางในตำแหน่งไม่ดี ไม่มีใครหยิบ สิค้าเหลือบานเบอะ
ถ้าดูตลาดในเมืองไทย ก็มี 7/11 นี่แหล่ะ ที่ไม่มี BA มาคอยดักลูกค้าขนาดไปเทสโก้ยังมี BA
เราก็จะสามารถหาผลิตภัณฑ์หน้าขาวนี้ได้ตามเทสโก้ คาร์ฟู บิ๊กซี หรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
แต่อาจจะหายากหน่อยในต่างจังหวัด เพราะสินค้าประเภทนี้พวกยี่ปั้ว ซาปั้วไม่นิยมนำมาขาย เพราะถือเป้นสินค้าเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค สาวๆที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดหากลืมพวกครีมปรับสีผิวไปด้วย
อย่าได้คิดไปหานะคะ เพราะเคยไป แค่ออกนอกเขต กทม ไปแค่พัทยา ยังหาร้านซื้อยากเลย
ต้องตระเวณหาเซเว่น เจอครีมล้างหน้านีเวีย ไวเทนนิ่งกับซิตร้าอะไรซักอย่าง ในราคากันเอง 55 บาทต่อหลอดเล็กกระจิ๋วหลิว ตกกะใจอย่างแรง แพงเหอะ
4. Promotion  ก็ไม่ยากค่ะ โฆษณาผ่านสื่อ สินค้าประเภทนี้ไม่ต้องการ prestigious อะไร คือเราก็ทราบอยู่แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นใคร ราคาก็ชี้ชัดว่าใครจะเป็นกลุ่มเป้าหมายสื่อก็มีทีวี วิทยุ หนังสือแมกกาซีนอย่างที่เราๆพอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเอสเต้, clinique, Bobbi Brown, DDF จะไม่มีการโฆษณาผ่านสื่ออย่างทีวีหรือวิทยุเลยหรือถ้ามีก็จะน้อยมาก เพราะการโฆษณาผ่านสื่อ mass พวกนี้จะได้กลุ่มเป้าหมายเป็นบริเวณกว้างก็จริง แต่จะครอบคลุมเกินกลุ่มเป้าหมายจริงๆของสินค้า คือจะได้พวกที่ไม่ต้องการมาด้วยบางคนอาจจะเกิดความสนใจ (Interest) แต่ก็ไม่ซื้อ บางคนซื้อเพราะเห็นบ่อย หรืออาจจะซื้อเพราะเห็นประโยชน์ (benefits) สินค้าไฮโซจึงมักจะโฆษณาในแมกกาซีนเท่านั้น แต่สินค้ากลุ่มปรับสีผิวหน้าขาวใส จะออกสื่อทุกประเภทไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สตรีสาร และอื่นๆอีกมากมายเพราะสามารถได้กลุ่มลูกค้าจำนวนมาก โดยไม่จำแนกว่าจะรวยจะจนหรือจะขาวจะคล้ำ อันนี้ก็น่าจะประสบความสำเร็จเพราะสาวๆบ้านเรามีจำนวนไม่น้อยที่หลงลมคำโฆษณา เชื่อว่าขาวได้จริงใน 7 วันบางคนใช้แล้วถูกกับผิวขาวขึ้นจริง ก็เริ่มเล่าปากต่อปากเกิด viral marketing ขึ้นมาทันที คราวนี้มีคนเห็นน้องเอใช้ ขาวขึ้น น้องบีใช้ตามเกิดเป็นพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และนี่ก็คือจุดที่มาของครีมอันตราย ครีมหน้าขาวที่สาวๆซื้อมาใช้กันจากตลาดนัด
และเกิดปัญหาฝ้าต้องวิ่งหาหมอกันยกใหญ่ อันตรายจริงๆ



Ekasit

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #158 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 03:36:53 pm »
ใครที่กำลังมองหามือถือตัวใหม่ ที่เป็นหน้าจอระบบสัมผัส และมี Function ครบครัน ในราคาที่คุ้มสุดคุ้ม ลองรอไปอีกสักนิดคือ กลางเดือน กุมภาพันธ์นี้ Nokia 5800 สามารถสนองความต้องการของเพื่อนๆพี่ๆ แน่นอนครับ
Nokia Tube หรือชื่อจริงอย่างเป็นทางการคือ Nokia 5800 XpressMusic ได้มีการลือสะพัดว่า “มาแน่” ในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากปล่อยให้ผู้ผลิตมือถือรายอื่นๆ นำหน้าเรื่องจอทัชสกรีนกันไปหมด อาทิ ไอโฟน แอลจี เอชทีซี คราวนี้ก็เป็นตาของโนเกีย ที่จะมีทัชสกรีนตัวจ๊าบๆ มาบุกตลาดกับเขาบ้าง
โดย Nokia รุ่นนี้ได้ถูกออกแบบเพื่อมาท้าชนกับ เจ้าพ่อโทรศัพท์มือถือหน้าจอระบบสัมผัส โดยเฉพาะ โดยจะเห็นได้จาก หลายๆ Function ที่มีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็น ระบบหมุนภาพอัตโนมัติ ระบบจอสัมผัส แต่ราคานั้น ต้องบอกว่า Nokia 5800 คุ้มกว่า iphone แน่นอนเพราะมีราคาเปิดตัวที่ 14000 บาทเท่านั้นเมื่อเทียบกับ iphone แล้ว Nokia 5800 ถูกกว่าถึง 10000 บาท
Nokia 5800 จะใช้ระบบปฏิบัติการซิมเบียน S60 หน้าจอ 3.2 นิ้ว กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส ถ่ายวิดีโอแบบ VGA ได้ 30 เฟรมต่อวินาที ตัวเครื่องขนาด 111 x 52 x 15.5 มม. รองรับคลื่นความถี่ Quad-Band GSM พร้อมระบบ 3G (HSDPA)  น้ำหนัก 109 กรัม
มี GPS รองรับช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. มีช่องต่อออกทีวี เพิ่มหน่วยความจำภายนอกด้วย การ์ดไมโครเอสดี (แถมขนาด 8 กิกมาในกล่องด้วย)

จะว่าไปแล้ว Nokia 5800 XpressMusic เป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอแบบสัมผัสที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องของการแสดงผล อินเตอร์เฟสที่ใช้ง่าย เมนูไม่ซับซ้อน หากใช้ Symbian มาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัวมากนัก ในแพ็คเก็จยังมีการ์ดหน่วยความจำมาให้มากถึง 8 GB จุเพลง ภาพถ่าย คลิปวิดีโอความละเอียดสูง หรือไฟล์ภาพยนต์ก็ได้อย่างเหลือเฟือ การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสของ Nokia รุ่นนี้นับว่าทำได้ดีเกินคาด อีกทั้งยังมีลูกเล่นต่างๆ มาให้อย่างครบครัน นับเป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามอง และคงจะได้เห็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอแบบสัมผัสใน NSeries เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

Strength
ระบบปฏิบัติการ Symbian 9.3 กับหน้าจอสัมผัส
เครื่องเล่นเพลง XpressMusic พร้อม microSD 8 GB
วิทยุ FM และลำโพงคู่แบบสเตอริโอในตัว
กล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล เลนส์ Carl Zeiss
ถ่ายวิดีโอแบบ Wide Screen ความละเอียดสูง 30 เฟรมต่อวินาที
ภาครับสัญญาณดาวเทียม GPS พร้อมแผนที่ Nokia Maps
มีช่องเสียบชุดหูฟังขนาด 3.5 มม.
เชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ (A2DP) และ Wi-Fi
รองรับ HSDPA 3.6 mbps บนเครือข่าย WCDMA
เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Accelerometer meter) สำหรับปรับหน้าจอ และใช้เล่นเกมส์ได้
มีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะ (Proximity Sensor) สำหรับปิดหน้าจอเมื่อใช้งานโทรศัพท์
ต่อภาพไปยังหน้าจอทีวี หรือโปรเจ็คเตอร์ผ่านสาย TV-Out ได้

วิเคราะห์ STP ของ Nokia 5800

S = Segment กลุ่มคนใช้โทรศัพท์มือถือ
T = Targeting เจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ชอบในการฟังเพลง ถ่ายภาพ และ ความทันสมัย
Position ปานกลาง เทคโนโลยีครบครัน ทันสมัย มีชีวิตชีวา คงทนแข็งแรง ในราคาสุดคุ้ม

Marketing Strategies (4Ps)

Product
-  มี Function ครบครัน ไม่ว่าจะระบบจอสัมผัส wifi memory 8G แถมมากับตัวเครื่อง กล้อง 3.2 ล้าน pixel ระบบ GPS ระบบ wide screen และ ช่อง TV out
-  รูปลักษณ์ที่มีความสวยงาม หรูหรา และคงทน
Price
-  ราคา 14000 บาท ไม่แพงเพราะต้องการคลองใจผู้บริโภค ให้เป็นโทรศัพท์ในตำนานอย่าง N70 หรือ 3310
Place
-  Nokia shop, Dtac shop, Telewiz และร้านขายโทรศัพท์มือถือทั่วไป
Promotion
-  สื่อโฆษณาทางนิตยสาร
-  สื่อแผ่นพับ โปสเตอร์
-  การประชาสัมพันธ์ผ่านทางพนักงาน
-  มีการจัด event เปิดตัว
-  โฆษณาทาง internet ได้แก่ youtube และ website review มือถือต่างๆ


โดยสรุป ผมคิดว่า Nokia รุ่นนี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ด้วยราคา 14000 บาท เป็นที่น่าจับตามองว่า Iphone ที่ truemove เพิ่งจะนำเข้ามาเป็นตัวแทนขายในประเทศไทยนั้น จะถูก Nokia 5800 แย่งส่วนแบ่งตลาดไปมากน้อยเท่าใด

THERDPONG

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #159 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 03:38:01 pm »
สวัสดีทุกท่านครับ  ผม นายเทอดพงศ์   ศรีมงคล  EX.15 SEC.3 รหัส  515740290-3
ในฐานะทีเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบเบียร์มากสาวเชียร์เบียร์และมากกว่าเหล้าเช่นพี่ๆ หลายๆคน  ผมขออนุญาตนำเสนอการวิเคราะห์ ตลาดเบียร์ในดวงใจของพวกเราอย่าง Heineken ให้ทุกท่านได้รับทราบกัน  นะครับ
ส่วนผสมทางการตลาด ( Marketing Mix)
1. ผลิตภัณฑ์ (Product) สีของวัสดุบรรจุภัณฑ์ของ ไฮเนเก้นนั้น จะมีสีที่เป็นเอกลักษณ์คือสีเขียว ซึ่ง จะบ่งบอกถึงความเป็น พรีเมียมแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ซึ่งภายในบรรจุภัณฑ์ก็จะมี เบียร์ที่ผ่านกรรมวิธี สูตร การหมัก ความแตกต่างของส่วนผสม  ส่วนผสมประกอบด้วย   มอลต์, ฮอปส์, เอยีสต์, น้ำบาดาล
2. ราคา (Price) ราคาของสินค้า ขวดเล็ก 330 มล. ราคา 35 บาท และขวดใหญ่ 640 มล. ราคา 60 บาท กระป่องใหญ่ 500 มล. ราคา 45 บาท กระป่องเล็ก 330 มล. ราคา 35 บาท ส่วนใหญ่ ราคาสินค้าของไฮเนเก้น จะแพงที่สุดในกลุ่ม เบียร์ ทั้งหมดเพราะไฮเนเก้นขายที่ Image และความเก่าแก่ของ Global Brand
3. ช่องทางการจำหน่าย (Place/Process of Delivery) เน้นกระจายสินค้าไปในช่องทางร้านอาหาร ผับ ฯลฯ ราว 50% อีก 50% จะเน้นไปในช่องทางขายปกติ อาทิ โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเริ่มต้นวางจำหน่าย 3 ขนาด กระป๋อง ขวดเล็ก และขวดใหญ่
4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion) แบรนด์ไฮเนเก้นให้ความสำคัญในการทำ Music Marketing สูงมาก การทำโฆษณาและมีพีอาร์ในงาน ทั้งสินค้าที่จำหน่ายภายใน ทิศทางการจัดกิจกรรมของไฮเนเก้นจึงมีสองแนวทางที่ใหญ่แบบทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบข้ามวัน อย่างงาน “Fat Festival” หรือไม่ก็เล็กไปเลยแบบแทรกลงไปตามผับ แต่จัดทุกอาทิตย์ การออกแคมเปญต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการดื่ม เช่น การออกเบียร์กระป๋องครึ่งลิตร (บิ๊กแคน) กลุ่มเป้าหมายของสินค้า ซึ่งคือ คนวัยหนุ่ม ดังนั้นสิ่งที่ใช้หลัก คือ ความจริงที่อยู่ในใจ (Insight) ของผู้ชายจากภาพยนตร์โฆษณามักจะมีคนมองว่าผู้ชายไฮเนเก้นมีความชัดเจนดี คือ เห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์ ทั้งหมดคือ Insight ของผู้ชายจริงๆ ทำให้คนกลุ่มไฮเนเก้นรับรู้ว่าพูดตรงกับตัวตนของเขา เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นตัวเองในนั้น ซึ่งไม่ใช่สื่อสารเฉพาะในโฆษณา แต่จะให้เกิดในอีก 3 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ ดูหนัง ฟังเพลง กีฬา
5. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) อาทิ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ หรือแคมเปญต่างๆ แต่จะต้องมองรอบด้านทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายฯลฯ ให้มีความเป็นเอกภาพ (Unity) กลมกลืน (Consistency) เพื่อรักษาตัวตน (Personality) และตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของตราสินค้า เนื่องจากทุกอย่างจะสะท้อนกลับไปยังตราสินค้าของลูกค้า และสร้างสัมพันธ์ (Relationship)ที่ต่อเนื่องกับผู้บริโภคได้
                        สำหรับเบียร์ไฮเนเก้น แบ่งระดับเบียร์ไว้สามระดับ ได้แก่ 1. ระดับ Premium เป็นเบียร์ไฮนาเก้น ใช้เวลาหมักและบ่มยาวนานถึง 28 วัน 2. ระดับ Standard เป็นเบียร์ไทเกอร์ ใช้เวลาหมักและบ่มยาวนานถึง 18 วัน 3. ระดับ Economy เป็นเบียร์เชียร์ ใช้เวลาหมักและบ่มยาวนานถึง 11 วัน และการผลิตแต่ละครั้งจะต้องส่งตัวอย่างเบียร์ไปตรวจที่ประเทศฮอลแลนด์ โดยใช้เวลา 3 วัน เพื่อตรวจสอบ สี กลิ่น รสชาติ ให้ได้มาตรฐานจากไฮเนเก้นแท้ๆ และเมื่อได้รับผลแล้วสินค้าในล็อตนั้นก็ถูกจัดจำหน่ายไปยังผู้บริโภค

STP (SEGMENGT, TARGET, POSITION)
•   ไฮเนเก้นได้เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีลักษณะดังนี้   
•   ผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง
•   กลุ่มคนที่มีระดับอายุ  25 – 45 ปี
•   มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี
•   อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และตามเมืองใหญ่ๆ  ทั่วประเทศ
•   เป็นผู้ที่พิถีพิถันในการใช้ชีวิต  มีคุณภาพชีวิตที่สูง
•   กลุ่มลูกค้าที่มีการพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำ
•   ลูกค้าที่ชื่นชอบเบียร์รสชาตินุ่ม  ระดับของแอลกลฮอล์ไม่สูงนัก
•   ไฮเนเก้นได้กำหนดตำแหน่งทางการตลาด เป็นเบียร์ในระดับพรีเมี่ยมที่มีรสชาตินุ่ม คุณภาพดีและมาตรฐานระดับโลก โดยมีการสร้างภาพลักษณ์ที่มีระดับให้แก่ผู้บริโภค
SWOT Analysis
จุดแข็ง(Strength)
•   Global Brand
•   Intregrated Marketing Communication; IMC
•   Innovations
จุดอ่อน(Weakness)
•   High price
•   คนไทยมีงานสังสรรค์ตลอดทั้งปี 
•   อัตราการดื่มเบียร์โดยเฉลี่ยของคนไทยยังต่ำประมาณ 22 ลิตร/คน/ปี เทียบกับฮ่องกง 25 ลิตร/คน/ปี ญี่ปุ่น 58 ลิตร/คน/ปี 
•   เทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงกลางปี 2549
•   ผู้บริโภคที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอายุต่ำลงและจะเริ่มทดลองดื่มจากเบียร์ก่อน
•   ผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงมีอัตราเพิ่มขึ้น
•   การห้ามโฆษณาทางสื่อที่เป็น Mass media ทำให้เป็นอุปสรรคกับแบรนด์ใหม่
•    Heineken brand  เป็นเบียร์ที่เป็น Global brand
•   อัตราผู้บริโภคเบียร์ของคนไทยมีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ
•   ปัจจุบันมีการขึ้นภาษีสุรา ทำให้แนวโน้มการบริโภคเปลี่ยนเป็นเบียร์มากขึ้น
โอกาส(Opportunity)
•   คนไทยมีงานสังสรรค์ตลอดทั้งปี 
•   อัตราการดื่มเบียร์โดยเฉลี่ยของคนไทยยังต่ำประมาณ 22 ลิตร/คน/ปี เทียบกับฮ่องกง 25 ลิตร/คน/ปี ญี่ปุ่น 58 ลิตร/คน/ปี 
•   เทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงกลางปี 2549
•   ผู้บริโภคที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอายุต่ำลงและจะเริ่มทดลองดื่มจากเบียร์ก่อน
•   ผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงมีอัตราเพิ่มขึ้น
•   การห้ามโฆษณาทางสื่อที่เป็น Mass media ทำให้เป็นอุปสรรคกับแบรนด์ใหม่
•    Heineken brand  เป็นเบียร์ที่เป็น Global brand
•   อัตราผู้บริโภคเบียร์ของคนไทยมีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ
•   ปัจจุบันมีการขึ้นภาษีสุรา ทำให้แนวโน้มการบริโภคเปลี่ยนเป็นเบียร์มากขึ้น
อุปสรรค(Threat)
•   มาตรการห้ามโฆษณาและเชิญชวนให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในช่วงเวลา 05.00 - 22.00 น.
•   การรณรงค์งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลต่างๆ
•   ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นขณะเดียวกันกับที่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
•   ผลจากธรณีพิบัติและอุทกภัยในภาคใต้
•   การกำหนดเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 11.00-14.00น.และ 17.00-24.00 น.
•   การออกประกาศของกระทรวงการคลัง กำหนดการออกใบอนุญาตขายสุราและการขายสุราสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราเท่านั้น
•   การบริโภคข้าม segment ของผู้บริโภค
•   การเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่



Hineken Brand Identity

Core Identity

Product thrust: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเภท เบียร์
User Profile: ผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี มีอายุระหว่าง 25 – 45 ปี
Performance: กระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง รสชาติเบียร์นุ่มกลมกล่อม และมีระบบ Logistic ที่กระจายสินค้าได้ทั่วถึง และยังสามารถกระตุ้นกลุ่มที่ดื่มเบียร์ Standard และ Economy ในต่างจังหวัดให้หันมาดื่ม “ไฮเนเก้น” โดยนำ Easy Draught ผลักเข้าในร้านเบียร์ เพื่อสร้าง Brand Experience กับคนระดับกลาง และใช้เบียร์สดให้คนดื่มเหล้าหันมาดื่ม “ไฮเนเก้น”
Enhancing: สนองตอบคนที่ชื่นชอบเบียร์
Extended Identity
Brand personality: มีความหรูหรา ภูมิฐาน มีความเป็นมิตร (Friendly) มีรสนิยม ดูดี มีเสน่ห์
Basis for relationship: เหมาะสำหรับผู้ที่พิถีพิถันในการใช้ชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่สูง และมีการพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำ และมีความชื่นชอบเบียร์รสชาตินุ่ม ระดับของแอลกลฮอล์ไม่สูงนัก
Sub brands:  Tiger Beer, Cheer Beer, Amstel
Logo:  - ไฮเนเก้น มี ตราสินค้า 2 ชนิด ได้แก่ the Authenticity logo และ the Star-Heineken logo.
ตัว e ในสัญลักษณ์ของไฮเนเก้น ถูกออกแบบมาให้มีการสไลด์เล็กน้อย เพื่อให้เห็นแล้วรู้สึกถึงรอยยิ้มนั่นเองส่วนสัญลักษณ์ดาวแดงที่ติดบนขวดไฮเนเก้น เป็นสัญลักษณ์ซึ่งใช้ขับไล่ความชั่วร้าย ตั้งแต่ยุคที่มนุษย์มีความเชื่อเรื่องเวทย์มนต์ ตั้งแต่ช่วงปี เพื่อให้ได้น้ำอัมฤทธิ์ที่มีความบริสุทธิ์ ปัจจุบันใช้สื่อถึงเบียร์ที่ปราศจากสารปลอมปน
นอกจากนี้ไฮเนเก้นเน้นภาชนะบรรจุมีสีที่เป็นเอกลักษณ์คือสีเขียว ซึ่ง จะบ่งบอกถึงความเป็น พรีเมียมแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ซึ่งภายในบรรจุภัณฑ์ก็จะมี เบียร์ที่ผ่านกรรมวิธี สูตร การหมัก ความแตกต่างของส่วนผสม
Slogan:  “It could only be Heineken”
Organizational associations: เป็นแบรนด์ระดับโลก ดวงดาวการันตีเกียรติยศแห่งคุณภาพ มีระบบการจัดการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม เพราะคุณค่าที่ไม่เคยเปลี่ยนและรสชาติ ยอดเยี่ยม เป็นเบียร์ในระดับพรีเมี่ยมที่มีรสชาตินุ่ม คุณภาพดีและมาตรฐานระดับโลก โดยมีการสร้างภาพลักษณ์ที่มีระดับให้แก่ผู้บริโภค
Endorsers: นักกีฬาและดาราชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีบุคลิกภาพที่ดี ได้แก่ เดวิส เบ็คแฮม (Beckham) และ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน (Jennifer Aniston)
Heritage: เริ่มขึ้นเมื่อ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1863 เมื่อนาย Gerard Adriaan Heineken ได้ซื้อโรงเบียร์ Hoolberg ใน Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์
Value Proposition

Functional benefits: เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยเสริมบุคลิกภาพของผู้ดื่ม ใช้ในงานพบปะสังสรรค์
Emotional benefits: ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกถึงความมีระดับเมื่อดื่มเบียร์ไฮเนเก้น มีความภูมิฐาน หรูหรา และแฝงด้วยความเป็นมิตร ก่อให้เกิดมิตรภาพระหว่างผู้ดื่ม
Self-expressive symbolic benefits: แสดงถึงความมีระดับของผู้ดื่ม (premium) และความมีรสนิยมที่ดีต่อรสชาดที่นุ่มของเบียร์
Credibility

ตราสินค้าไฮเนเก้นแสดงภาพลักษณ์ที่มีระดับและมีรสนิยมที่ดีของผู้ดื่ม สะท้อนถึงความมีสถานะทางสังคมที่ดีของผู้ดื่ม ความมี lifestyle ที่ดี มีเสน่ห์
 สรุป
•   มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศฮอลแลนด์
•   ทั่วโลกมียอดขายเป็นอันดับ 2 รองจากบัดไวเซอร์
•   นำเข้าประเทศไทย โดยบริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด
•   การวางตลาดโดยคิดเป็น 92% ของเซกเตอร์นี้ และคิดเป็น 9% ของตลาดในประเทศทั้งหมด โดยมีมูลค่าการขายรองจาก เบียร์ช้าง ลีโอ และสิงห์ตามมูลค่าการขาย
•   โดยจับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางอายุ 25-45 ปี อาศัยอยู่ในตัวเมืองและเขตปริมณฑล โดยมีแผนการตลาดที่ใช้การจัด Event ต่างๆ เช่นดนตรีแจ๊ส ภาพยนตร์ ฯลฯ                     
•   จับกลุ่มเบียร์พรีเมียม มีหลายแบบหลายขนาดทั้งแบบกระป๋องและแบบขวดและเบียร์สดที่บรรจุถัง
•   จุดแข็งของ Heineken คือมี Marketing Mix ที่แข็งแกร่ง

Ekasit

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #160 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 03:40:05 pm »
   นายเอกสิทธิ์ วโนทยาโรจน์ 515740350-1 EX#15 Sec.3    

        ใครที่กำลังมองหามือถือตัวใหม่ ที่เป็นหน้าจอระบบสัมผัส และมี Function ครบครัน ในราคาที่คุ้มสุดคุ้ม ลองรอไปอีกสักนิดคือ กลางเดือน กุมภาพันธ์นี้ Nokia 5800 สามารถสนองความต้องการของเพื่อนๆพี่ๆ แน่นอนครับ
        
        Nokia Tube หรือชื่อจริงอย่างเป็นทางการคือ Nokia 5800 XpressMusic ได้มีการลือสะพัดว่า “มาแน่” ในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากปล่อยให้ผู้ผลิตมือถือรายอื่นๆ นำหน้าเรื่องจอทัชสกรีนกันไปหมด อาทิ ไอโฟน แอลจี เอชทีซี คราวนี้ก็เป็นตาของโนเกีย ที่จะมีทัชสกรีนตัวจ๊าบๆ มาบุกตลาดกับเขาบ้าง
        
        โดย Nokia รุ่นนี้ได้ถูกออกแบบเพื่อมาท้าชนกับ เจ้าพ่อโทรศัพท์มือถือหน้าจอระบบสัมผัส โดยเฉพาะ โดยจะเห็นได้จาก หลายๆ Function ที่มีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็น ระบบหมุนภาพอัตโนมัติ ระบบจอสัมผัส แต่ราคานั้น ต้องบอกว่า Nokia 5800 คุ้มกว่า iphone แน่นอนเพราะมีราคาเปิดตัวที่ 14000 บาทเท่านั้นเมื่อเทียบกับ iphone แล้ว Nokia 5800 ถูกกว่าถึง 10000 บาท
        
        Nokia 5800 จะใช้ระบบปฏิบัติการซิมเบียน S60 หน้าจอ 3.2 นิ้ว กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส ถ่ายวิดีโอแบบ VGA ได้ 30 เฟรมต่อวินาที ตัวเครื่องขนาด 111 x 52 x 15.5 มม. รองรับคลื่นความถี่ Quad-Band GSM พร้อมระบบ 3G (HSDPA)  น้ำหนัก 109 กรัม มี GPS รองรับช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. มีช่องต่อออกทีวี เพิ่มหน่วยความจำภายนอกด้วย การ์ดไมโครเอสดี (แถมขนาด 8 กิกมาในกล่องด้วย)

       จะว่าไปแล้ว Nokia 5800 XpressMusic เป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอแบบสัมผัสที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องของการแสดงผล อินเตอร์เฟสที่ใช้ง่าย เมนูไม่ซับซ้อน หากใช้ Symbian มาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องปรับตัวมากนัก ในแพ็คเก็จยังมีการ์ดหน่วยความจำมาให้มากถึง 8 GB จุเพลง ภาพถ่าย คลิปวิดีโอความละเอียดสูง หรือไฟล์ภาพยนต์ก็ได้อย่างเหลือเฟือ การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสของ Nokia รุ่นนี้นับว่าทำได้ดีเกินคาด อีกทั้งยังมีลูกเล่นต่างๆ มาให้อย่างครบครัน นับเป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามอง และคงจะได้เห็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอแบบสัมผัสใน NSeries เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

Strength
ระบบปฏิบัติการ Symbian 9.3 กับหน้าจอสัมผัส
เครื่องเล่นเพลง XpressMusic พร้อม microSD 8 GB
วิทยุ FM และลำโพงคู่แบบสเตอริโอในตัว
กล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล เลนส์ Carl Zeiss
ถ่ายวิดีโอแบบ Wide Screen ความละเอียดสูง 30 เฟรมต่อวินาที
ภาครับสัญญาณดาวเทียม GPS พร้อมแผนที่ Nokia Maps
มีช่องเสียบชุดหูฟังขนาด 3.5 มม.
เชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ (A2DP) และ Wi-Fi
รองรับ HSDPA 3.6 mbps บนเครือข่าย WCDMA
เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Accelerometer meter) สำหรับปรับหน้าจอ และใช้เล่นเกมส์ได้
มีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะ (Proximity Sensor) สำหรับปิดหน้าจอเมื่อใช้งานโทรศัพท์
ต่อภาพไปยังหน้าจอทีวี หรือโปรเจ็คเตอร์ผ่านสาย TV-Out ได้

วิเคราะห์ STP ของ Nokia 5800

S = Segment กลุ่มคนใช้โทรศัพท์มือถือ
T = Targeting เจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ชอบในการฟังเพลง ถ่ายภาพ และ ความทันสมัย
Position ปานกลาง เทคโนโลยีครบครัน ทันสมัย มีชีวิตชีวา คงทนแข็งแรง ในราคาสุดคุ้ม

Marketing Strategies (4Ps)

Product
-  มี Function ครบครัน ไม่ว่าจะระบบจอสัมผัส wifi memory 8G แถมมากับตัวเครื่อง กล้อง 3.2 ล้าน pixel ระบบ GPS ระบบ wide screen และ ช่อง TV out
-  รูปลักษณ์ที่มีความสวยงาม หรูหรา และคงทน
Price
-  ราคา 14000 บาท ไม่แพงเพราะต้องการคลองใจผู้บริโภค ให้เป็นโทรศัพท์ในตำนานอย่าง N70 หรือ 3310
Place
-  Nokia shop, Dtac shop, Telewiz และร้านขายโทรศัพท์มือถือทั่วไป
Promotion
-  สื่อโฆษณาทางนิตยสาร
-  สื่อแผ่นพับ โปสเตอร์
-  การประชาสัมพันธ์ผ่านทางพนักงาน
-  มีการจัด event เปิดตัว
-  โฆษณาทาง internet ได้แก่ youtube และ website review มือถือต่างๆ


    โดยสรุป ผมคิดว่า Nokia รุ่นนี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ด้วยราคา 14000 บาท เป็นที่น่าจับตามองว่า Iphone ที่ truemove เพิ่งจะนำเข้ามาเป็นตัวแทนขายในประเทศไทยนั้น จะถูก Nokia 5800 แย่งส่วนแบ่งตลาดไปมากน้อยเท่าใด

nipatamon

  • บุคคลทั่วไป
“โนเกียทัช” ท้าดวลด้วย “เพลง”
« ตอบกลับ #161 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 05:43:12 pm »
นิพัฒน์ ชัยวรมุขกุล 515740297-9

ไม่ได้จะมาสู้ คนข้างบนด้วย เพลงนะคร้าบ
แต่มาช่วยเสริม Nokia ให้อลังการอีกครั้ง ในฐานะ สาวกเก่าแก่ Nokia
ตั้งแต่ 3310 6610 N70 มาแล้วครับ

สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine   มกราคม 2552

“ไอโฟนฟีเวอร์” ส่งแรงกระเพื่อมมายังโทรศัพท์มือถือแบรนด์ต่างๆ ให้เร่งเปิดตัว “ทัชสกรีน” มากขึ้นไม่เว้นแม้แต่ “โนเกีย” เบอร์ 1 ของโลก ที่พยายามเลี่ยงพูดถึงทัชสกรีนมาตลอด ในที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ก็พร้อมส่ง “ทัชสกรีน” ลงสนามเพื่อชนกับไอโฟน 3 จี โดยเฉพาะ ด้วยกลยุทธ์เลือกลูกค้ากลุ่มแรกเป็นเซ็กเมนต์ Music Phone กับ “โนเกีย5800 XpressMusic”

“การขายทัชสกรีนรุ่นแรกที่เป็น Music Phone จะทำให้โนเกียเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหญ่มากที่สุดของตลาด และเร็วที่สุดได้ เพราะครึ่งหนึ่งของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือชอบฟังเพลง และ 5800 ขายเครื่องละ 13,000 บาท ถูกกว่าไอโฟนเกือบครึ่งหนึ่ง กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จึงตัดสินใจซื้อได้ง่าย”

“นนทวัน สินธวานนท์ หัวหน้าฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์และบริการ บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) บอกด้วยว่าโนเกียเคยเปิดตัวโนเกียทัชโฟนรุ่นแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คือรุ่น 3300 แล้วหยุดไป และหันกลับมาเน้นทำตลาดมือถือหลายรุ่นเพื่อตอบสนองทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยปี 2005 โนเกียเปิดตัว Sub brand คือ XpressMusic และในปี 2008 รุ่นที่ขายดีที่สุดในกลุ่ม Music Phone คือโนเกีย 5310 เพราะความบางของตัวเครื่อง เพราะฉะนั้นการเปิดตัวทัชสกรีนที่กลุ่ม XpressMusic จึงลงตัวที่สุด ก่อนที่จะวางจำหน่ายรุ่นไฮเอนด์ N 97 ทัชสกรีนก่อนกลางปี 2009

สำหรับวิธีการแถลงข่าวเปิดตัวนั้นโนเกียเลือกใช้ Workshop ให้ทดสอบเครื่องเรียนรู้คุณสมบัติ Touch และ Feature ของเครื่อง และลูกเล่นการส่งไฟล์ต่อภายในกลุ่ม พร้อมคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ของโนเกียประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นรูปแบบเดียวกับการเปิดตัวโนเกียรุ่นก่อนๆ ซึ่ง “นนทวัน” บอกว่าได้ผลในการสื่อสารมากกว่าการให้ผู้บริหารมาอธิบายคุณสมบัติทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดเวิร์คช็อปให้กับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

แม้คุณสมบัติและดีไซน์ของ 5800 จะไม่ทำให้กลุ่มสื่อมวลชนที่ทดสอบรู้สึก “ว้าว!” มากนัก เพราะ “ทัชสกรีน” เป็นคุณสมบัติที่คุ้นเคยกันดีแล้ว แม้จะเห็นชัดว่าพยายามส่ง 5800 มาชนกับไอโฟน แต่เพราะหน้าจอที่เล็กกว่า และลูกเล่นการย่อขยายจอน้อยกว่า ทำให้ 5800 อาจเป็นเพียงแค่การทดสอบตลาดของโนเกียก่อนวางขาย N97 ที่ลูกเล่นครบถ้วน เจาะกลุ่มไฮเอนด์กว่า

แต่ถึงอย่างไรโนเกียก็ยังหวังยอดขาย เพื่อไม่ให้ลูกค้ากลุ่มหนึ่งไหลออกไปยังไอโฟน และแบรนด์แรงอย่างซัมซุง และแอลจี ที่พยายามใส่คุณสมบัติให้มากเท่า แต่ราคาถูกกว่า งานนี้จึงยังต้องลุ้นว่า “โนเกีย” จะสตาร์ทติดแข่งไอโฟนและสปีดยอดขายกับทัชสกรีนได้หรือไม่


โนเกีย 5800
Product –โนเกีย XpressMusic 5800
Positioning –Music Phone
Customer Target – Tech Stylish+Trend Setter
Marketing Strategy – รุกตลาดด้วยรุ่นมิวสิกโฟน
Price- 13,000 บาท
Launch- Global ตุลาคม 2008
จำหน่ายในไทย กุมภาพันธ์ 2009

ไอโฟน
Product -ไอโฟน 3 จี
Positioning -Multimedia Phone
Customer Target -สาวกแอปเปิล และ Trend Setter
Marketing Strategy -ทำตลาดเน้นความเป็นมือถือ All in one
Price-ประมาณ 17,000-20,000 บาท
Launch -Global 11 กรกฎาคม 2008
จำหน่ายในไทย -ยังไม่กำหนด

** ไอโฟนคาดว่ากลยุทธ์ตลาดทำแคมเปญร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ราคาเครื่องถูกลง โดยเฉพาะในรุ่น 3จี จะทำให้ไอโฟนทำยอดขายรวมได้ 40-45 ล้านเครื่องในปี 2009 จากปี 2008 มียอดขายประมาณ 10 ล้านเครื่อง


Did you know?
กลุ่มที่นิยมใช้มือถือแบบแฟชั่นโฟน เทคโนโลยี และมิวสิกโฟนที่อยู่ในกรุงเทพฯ นิยมเปลี่ยนเครื่องภายใน 6-8 เดือน ส่วนกลุ่มที่ใช้มือถือแบบธรรมดา (เน้นโทรเข้าออก) ใช้เครื่องหนึ่งนาน 20-25 เดือน

ยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ณ ไตรมาส 3/2008
โนเกีย 117.97 ล้านเครื่อง 38.2%
ซัมซุง 52.89 ล้านเครื่อง 17.1%
โซนี่ อิริคสัน 24.84 ล้านเครื่อง 8.1%
โมโตโรล่า 24.63 ล้านเครื่อง 8%
แอลจี 24.06 ล้านเครื่อง 7.8%
อื่น ๆ 64.11 ล้านเครื่อง 20.8%

ที่มา : การ์ทเนอร์

ไม่น่าเชื่อเลย Nokia 4 เดือน จำหน่ายได้ 118 ล้านเครื่อง โห ไม่น่าเชื่อ เจงเจง

sumalee

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #162 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 06:42:06 pm »
สุมาลี บุญญรัตน์ 515740341-2

บมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน ( Kiatnakin Bank)

วิสัยทัศน์ (VISION)“ เป็นธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งลูกค้าเลือกใช้บริการเป็นอันดับแรก”


พันธกิจ (MISSION)
“ ให้บริการด้านการเงินและการสนับสนุนในทุกด้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ลูกค้า/คู่ค้า”


ค่านิยมขององค์กร (CORPORATE VALUE)
DISCIPLINE มุ่งมั่นต่อหน้าที่อย่างมีวินัย
INTEGRITY มุ่งสัตย์ซื่อ ยึดถือจรรยาบรรณ
EXPERTISE มุ่งแสวงหาความรู้ความชำนาญ
TEAMWORK มุ่งทำงานเป็นทีม
ENTREPRENEURSHIP มุ่งรับผิดชอบต่อการผลักดันธุรกิจ และผลกำไรของบริษัทฯ
DYNAMIC มุ่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง


เป้าหมาย (TARGETS)“ ให้ธุรกิจของลูกค้าประสบความสำเร็จ และเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะความสำเร็จและความแข็งแกร่งของลูกค้า ย่อมหมายถึง ความสำเร็จ และความภาคภูมิใจของธนาคารเกียรตินาคิน”


วัตถุประสงค์ ( GOALS)เป็นธนาคารที่สามารถเสนอบริการที่ครบถ้วน และหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านเงินตราต่างประเทศ บริการฝาก-ถอน ผ่านสาขาของบริการ บริการสินเชื่อที่ครอบคลุมทุกธุรกิจของลูกค้า

กลยุทธ์ (STRATEGY)
1. ติดตั้งระบบธุรกรรมหลัก (Core Banking) เพื่อให้บริการลูกค้าในการทำธุรกรรมธนาคารพาณิชย์ได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ใช้เงินลงทุน 500 ลบ.
2. นำระบบ Balanced Scorecard มาเพื่อใช้กำหนดกลยุทธิ์ในการผลักดันวิสัยทัศน์ของธนาคารฯ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ให้แผนงานของธุรกิจต่างๆ มีการประสานเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายหลักขององค์กร สามารถวัดผลได้ชัดเจนได้อย่างชัดเจนในทุกส่วนงาน พร้อมไปกับการ พัฒนาบุคลากร ให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างลึกซึ้ง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
การวิเคราะห์ SWOTจุดแข็ง ( Strengths )
1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ จึงเน้นการทำธุรกรรม เฉพาะที่มีความเชียวชาญ เพื่อลดความเสี่ยง
2. เป็นธนาคารขนาดเล็ก แต่มีเงินทุนสูงกว่า 17,000 ล้านบาท
จุดอ่อน ( Weaknesses )
1. เป็นธนาคารใหม่ ยังไม่แพร่หลายในกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด
2. บริการสินเชื่อยังไม่ครอบคลุมทุกด้าน

โอกาส ( Opportunities )
1. มีความแตกต่างจากคู่แข่งขัน เพราะเน้นการทำธุรกรรมเฉพาะด้านที่มีความเชี่ยวชาญ
2. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ในเรื่องนโยบายต่างๆ

อุปสรรค ( Threats )
1. มีธนาคารคู่แข่ง ขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น
2. นโยบายของ ธปท.

Distinctive Competencies-Value Added P/S
1. เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการครอบคลุม ทั้งด้านเงินฝาก และสินเชื่อที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ บริการสินเชื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย บริการสินเชื่อธุรกิจ บริการเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ประจำ กระแสรายวัน และบริการอื่นๆ อาทิ แบงก์แอสชัวรันส์ หรือ การขายประกันผ่านธนาคารร่วมกับ AIA, ING และบริการให้แก่นักลงทุน ผ่าน บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน ฯลฯ

2. มุ่งตอบแทนสังคม ภายใต้อุดมการณ์ “สังคมคุณภาพ พาองค์กรอยู่รอด”ดำเนินการโดยมูลนิธิเกียรตินาคิน
ได้แก่ - กิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน
- กิจกรรมทางด้านจริยธรรมและการสร้างภูมิคุ้มกันแก่สังคม
- กิจกรรมด้านการศึกษา
- กิจกรรมการสนับสนุนในรูปของการบริจาคตามโอกาสพิเศษอื่นๆ


sion9999

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #163 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 07:17:48 pm »
นาย บุณยรัฐ บุญธรรมเจริญ 515740410-9 EX#15 Sec3

โดยส่วนตัวแล้วผมประกอบธุรกิจหอพักอยู่ที่บริเวณหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเปิดมาประมาณ6ปีแล้ว แต่เดิมแล้วผมไม่มีความรู้เรื่องการตลาดเลย แต่พอได้มาศึกษาที่ MBA แล้วจึงทำให้รู้ถึงหลักการตลาดและสามารถวางแผนได้ดีขึ้นโดย สิ่งที่ผมจะกล่าวนี้เป็นประสบการณ์โดยตรงที่ผมเจอมากับตัวทางตรงและทางอ้อมว่า ผมมีการทำการตลาดเกี่ยวกับธุรกิจนี้อย่างไร
 โดยอย่างแรกผมดูเรื่องกลุ่มลูกค้าก่อนโดยการใช้ STP แน่นอนผมคิดว่าในเมื่อเรามีเงินลงทุนอยู่แค่นี้เราก็น่าจะสร้างหอพักที่ไม่ต้องมีขนาดใหญ่และหรูหรามาก โดยตอนนั้นผมแบ่งกลุ่มลูกค้า(segment)ดังนี้ กลุ่มนักศึกษาที่มีฐานะทางบ้านดี กลุ่มนักศึกษาที่มีฐานะทางบ้านปานกลาง และกลุ่มนักศึกษาที่มีฐานะทางบ้านไม่ดี โดยในเมื่อเรามีเงินลงทุนสร้างได้แค่หอที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก(ประมาณ 54 ห้อง) จากนั้นผมก็ทำการทำเลือกกลุ่มเป้าหมาย(targeting)ผมก็เลยต้องเลือกที่จะดึงกลุ่มลูกค้าคือกลุ่มนักศึกษาที่มีฐานะทางบ้านปานกลางซึ่งปัจจุบันก็ยังทำการตลาดกับกลุ่มนี้อยู่เพราะเนื่องจากเมื่อคิดราคาต้นทุนแล้วเทียบกับราคาหออื่นๆ(จากการสอบถาม)ที่มีขนาดที่ใหญ่และเล็กกว่าพบว่าราคาอยู่ใน rateของราคาในช่วงกลางๆและเมื่อคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าที่เราเลือกไว้เราคิดว่าสามารถมีกำลังการซื้อได้ และกำหนดจุดยืนของสินค้าหรือห้องพัก(positioning):ซึ่งผมกำหนดไว้ว่าสามารถขนเฉพาะกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วก็สามารถเข้ามาอยู่ได้ทันทีโดยภายในห้องพักจะประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นเท่านั้น(ตู้เย็นกับTV ไม่เกี่ยวนะครับ) อีกทั้งยังมีfree internetและ cable tv อีกทั้งค่าประกันแรกอยู่เมื่อเทียบกับหอพักอื่นๆแล้วนับว่าถูกมาก(500 บาทไม่รวมค่าห้อง)
จนมาถึงปัจจุบันผมได้รับความรู้ในเรื่องการตลาดมากขึ้นจากการศึกษาที่ MBA มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในตอนนี้ผมได้นำความรู้มาต่อยอดเพิ่มโดยนอกจากจะดูแค่กลุ่มเป้าหมายหรือดูที่ลักษณะคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์แล้วเราควรจะดูในเรื่องอื่นอีกด้วยโดยผมเพิ่มในส่วนของ 4p และ five force เพราะว่าเราต้องทำการประเมิณเรากับคู่แข่งอีกและใช้ปรับปรุงข้อด้อยของเราด้วย
4p
1 Product หอพักนั้นเป็นธุรกิจขายบริการและหอพักแล้วในหลายๆคนคิดว่าเป็นแค่ที่พักผ่อนเท่านั้นดังนั้นผมจึงคิดว่าหาสิ่งที่ดีและเด่นกว่าคู่แข่งอื่นๆโดยทางหอพักของผมนั้นเพิ่มในส่วนของการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ดีกว่าคู่แข่งเช่นอย่างที่เด่นๆกว่าหอพักอื่นอธิเช่นเรื่องของ ความเร็ว internet อย่างที่ทราบกันทุกวันนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร โดยลูกค้าที่พักอยู่อาศัยก็มีความต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอาจจะเป็นในเรื่องการหางานส่งอาจารย์ในแต่ละวิชาเรียน หรือ อื่นๆ โดยบางหอพักก็ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้เท่าไหร่หรืออาจจะมองข้ามไป แต่ผมให้ความสนใจในระดับหนึ่งและความเร็ว internet ที่ใช้ในปัจจุบันที่หอพักผมนั้นจัดว่าเร็วมาก ต่อมา เรื่องของการรับจ้างการทำซักรีด ลูกค้าสามารถได้รับเสื้อที่ส่งซักได้เร็วกว่าที่อื่นๆโดย ทางหอพักบริการรับถึงที่และส่งถึงที่ต่างจากบางที่ ที่ให้ใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและต้องทำเอง เรื่องของนำดื่มก็จัดบริการให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นลูกค้าสามารถนำขวดเปล่ามากดนำเก็บไว้ทานเองได้ อีกทั้งยังมีที่จอดรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ที่ปลอดภัยและมีปริมาณพอเพียงกับลูกค้าในหอพักโดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลให้อีกด้วย
2 Price เรื่องของราคา ทางผมนั้นได้เก็บค่าประกันและค่าห้องถูกกว่าที่อื่นและราคาต่อห้องเมื่อเทียบในขนาดที่มีขนาดห้องเท่ากันเพราะว่าต้นทุนตอนสร้างนั้นถูกกว่าต้นทุนของหอพักอื่นๆที่ตามมาทีหลัง
3 Place เนื่องจากติดมหาวิทยาลัยกลุ่มลูกค้าจึงเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย
4 Promotion ทางหอพักได้ให้ promotion ลดราคาห้องสำหรับลูกค้าที่อยู่นานมากกว่า 1 ปีขึ้นไป และ มีการจัดงานเลี้ยงอาหารช่วงที่มีเทศกาลต่างๆสำหรับลูกค้าบางส่วนที่อยู่ที่หอพักในช่วงวันหยุดเทศกาลแล้วไม่ได้กลับภูมิลำเนา  เช่นปีใหม่ เป็นต้น
ส่วนในเรื่องการวิเคราะห์ five force นั้นผมได้ทำการวิเคราะห์ดังนี้
1 อุปสรรคจากคู่แข่งปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจนี้จาก 6-7 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากจะเห็นได้ว่าจำนวนหอพักบริเวณมหาวิทยาลัยขอนแก่นทั้งบริเวณหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่นและแถบศูนย์แพทย์มีจำนวนมากโดยในการแข่งขันนั้นจะแข่งกันในเรื่องการให้บริการและoption เสริมซะมากกว่าเพราะเนื่องจากทางผู้ประกอบการหอพักได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นชมรมขึ้นมาแล้วมาประชุมอัตราค่าห้องพักว่าควรจะมีหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานและผู้ประกอบการทุกคนยอมรับได้เพื่อป้องกันการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรงดังนั้นอุปสรรคจากคู่แข่งจึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก
2 อุปสรรคจากคู่แข่งหน้าใหม่ คล้ายแบบที่กล่าวไปข้างต้นโดยผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ก็จะต้องใช้หลักเกณฑ์และกฏต่างๆเช่นกันและในการเข้าสู่ธุรกิจนี้ในปัจจุบันเข้ามาได้ยากเพราะพื้นที่ทั้งหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่นและบริเวณศูนย์แพทย์ก็เหลือพื้นที่ในการลงทุนน้อยอีกทั้งราคาที่ก็มีราคาสูงส่งผลให้ถ้าหากมีคู่แข่งที่จะเข้ามาต้องมีศักยภาพที่เพียงพอแต่ถ้าสามารถเข้ามาได้ทางคู่แข่งก็จะได้เปรียบในเรื่องความใหม่เท่านั้นเอง ดังนั้นทางเราจะต้องทำให้หอพักอยู่ในสภาพที่ดูใหม่ให้มากที่สุด เช่นเรื่องของห้องถ้ามีการย้ายออกจากลูกค้าเราต้องทำการเปลี่ยนและซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดโดยทันทีและทำความสะอาดห้องให้สะอาดที่สุด
3 อุปสรรคจากผู้บริโภค เนื่องจากจำนวนหอพักบริเวณมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีจำนวนมากมายดังนั้นลูกค้าจะมีตัวเลือกให้เลือกมากมาย ดังนั้นจึงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้า
4 อุปสรรคจาก supplier เนื่องจากในการปรับปรุงหรือซ่อมแซมห้องพักนั้นเราจำเป็นต้องซื้ออะไหล่เข้ามาเปลี่ยนดังนั้นถ้าหากเราเลือกร้านค้าที่ไม่ดีก็ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้น ในการเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์นั้นผมจะทำการซื้อของจากร้านประจำและเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางร้านเพื่อง่ายต่อการลดราคาและได้รับการบริการหลังขายที่ดี นอกจากนี้จะมีการเช็คอะไหล่บางชนิดว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไรเพื่อลดต้นทุนการสั่งซื้ออีกด้วย
5 อุปสรรคจากสินค้าทดแทน สินค้าทดแทนของหอพักนั้นได้แก่บ้านเช่าและคอนโด เพราะเนื่องจากลูกค้าบางคนก็ต้องการที่พักที่มีพื้นที่กว้างกว่าหอพักเป็นห้อง หรือต้องการซื้อคอนโด เพื่อพักอาศัยจนศึกษาจบแล้วขายต่อให้ผู้ที่สนใจต่อไปแต่เนื่องจากบ้านเช่าและคอนโดที่อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยขอนแก่นนี้มีจำนวนน้อยน้อยมาก ดังนั้น นักศึกษาของมหาลัยขอนแก่นบางคนจำเป็นต้องอยู่หอพักก่อนรอเวลาบ้านเช่าและคอนโดว่างจึงจะทำการย้ายออก ดังนั้นเรื่องของสินค้าทดแทนจึงไม่ส่งผลมากนัก

โดยสรปแล้วผมคิดว่าธุรกิจหอพักเป็นธุรกิจที่ดีได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอแต่ปัจจุบันธุรกิจนี้เริ่มอิ่มตัวแล้วเพราะเนื่องจากพื้นที่ที่ใช้เป็น location มีปริมาณน้อยและราคายังแพงการลงทุนสร้างก็สูงอีกด้วยสิ่งที่จะทำได้คืออาจจะเลือกสร้างในบริเวณที่ห่างจากบริเวณมหาวิทยาลัยที่ออกไปไกลอีกมาก   ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาต้องวางแผนให้รัดกุมอย่างมากและเงินทุนต้องมีมากพอสมควรอีกทั้งผู้ที่ประกอบธุรกิจนี้ หลักการของCRM ก็สำคัญมากเพราะเราต้องทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกดีและเป็นกันเองกับผู้ประกอบการด้วย

ท้ายที่สุดนี้หากอาจารย์และเพื่อนๆพี่ๆมีข้อคิดเห็นอะไรก็สามารถเพิ่มเติมได้นะครับ ผมจะได้นำไปลองปฎิบัติใช้ดู ขอบคุณครับ

nui chayada

  • บุคคลทั่วไป
Re: To: Executive MBA # 15 Sec.3
« ตอบกลับ #164 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 07:58:27 pm »
นางสาวชญาดา  ตนุภัทรชัย นุ้ยค่ะ 515740281-4  ( n_5784@hotmail.com )

' RED MANGO’ ไอศกรีมเกาหลี อินเทรนด์
 
อาชีพที่เราจะนำมาเสนอเป็นทางเลือก จึงย่อมแตกต่างกันไป
แต่ส่วนใหญ่แล้วเราพยายามมุ่งเน้นการลงทุนที่งบประมาณไม่มากจนเกินไปนัก อย่างไรก็ดี อาชีพที่นำเสนอในครั้งนี้  แม้งบประมาณตั้งต้นจะค่อนข้างสูง  แต่ก็เป็นช่องทางทำกินที่น่าสนใจ  โดยเฉพาะกับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพที่สอง หรือผู้ที่อยากเป็นเถ้าแก่น้อย หรือเถ้าแก่เนี้ยน้อย ที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ด้วยวิธีการซื้อแฟรนไชส์   
ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ หรือ “ก้อย” เป็นลูกสาว สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสนิทสนมกับนักข่าวสายพาณิชย์เป็นอย่างดี แต่ก้อยมักไม่ยอมบอกชื่อพ่อ จนกว่าจะถาม ตอนนี้อายุ 33 ปี และเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมแบรนด์ดังจากเกาหลี ไอศกรีมโยเกิรต์เพื่อสุขภาพ โดยอีกอาชีพหนึ่งก็คือนักกฎหมายของบริษัท Baker& Mc Kenzie ทำมา 6 ปีแล้ว ลูกความส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้ได้รูปแบบทางธุรกิจเยอะ รวมทั้งทักษะทางกฎหมายสำหรับการลงทุน
การเป็นคนรุ่นใหม่ ชอบความท้าทายใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสตัวเองลองพิสูจน์ความสามารถด้านอื่น ๆ พอดีกับที่พี่ชายอยากให้ช่วยบริหารงานที่มีหุ้นส่วนเป็นคนเกาหลี อิงความแรงของเทรนด์เกาหลีในไทยต่อยอดธุรกิจ  จึงได้นำเข้าเครื่องสำอาง Misha เข้ามาก่อน ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ
สำหรับการนำเข้าไอศกรีม “red mango” ก้อยเล่าว่า มีจุดเริ่มต้นจาก มิสเตอร์ รอนนี่ ซู เจ้าของแบรนด์ เปิดสาขาแรกในต่างประเทศที่ L.A. แล้วได้รับการตอบรับดีมาก มีคนดังระดับฮอลลีวู้ดเป็นลูกค้าประจำ เมื่อตนเองไปสำรวจตลาดที่เกาหลี ได้กินไอศกรีมยี่ห้อนี้ เกิดติดใจรสชาติความอร่อย เลยบอกพี่ชายว่าอยากได้แบรนด์ตัวนี้ เมื่อติดต่อไปตอนแรกเค้าไม่ยอมให้ เพราะยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำตลาดต่างประเทศได้  จึงเชิญมาดูตลาดไอศกรีมที่เมืองไทย ซึ่งมีทั้งมาจากอิตาลี นิวซีแลนด์ ฯลฯ แต่ยังไม่มีของเกาหลี
“ยุคนี้เป็นช่วงที่กระแสคนรักสุขภาพมาแรงมาก คนหันมาสนใจอาหารสุขภาพ และเริ่มออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กัน เจ้าของแบรนด์จึงเห็นโอกาสในการขยายสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชีย ตัดสินใจให้ลิขสิทธิ์กับบริษัท KRC (Thailand) จำกัด ที่ก้อยเป็นกรรมการผู้จัดการ ให้เป็นผู้นำเข้า Red Mango  แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่เป็นโยเกิร์ตแบบ Non Fat ทานแล้วไม่อ้วน เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัย”ก้อยบอกว่า ธุรกิจไอศกรีมบ้านเรายังโตได้สบาย เพราะสภาพอากาศร้อนเกือบทั้งปี  และสินค้าที่นำเข้ามา หากเปรียบเทียบคู่แข่งระดับเดียวกัน ยังไม่มี จัดอยู่ในระดับพรีเมี่ยม เน้นคุณภาพ รสชาติที่กลมกล่อม มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจคือท๊อปปิ้งที่ใส่ เป็นผลไม้สดตามฤดูกาลที่เลือกสรรมาอย่างดี อาทิ กีวี่, แตงโม ,สตรอเบอรี่, แคนตาลูป, ส้มแมนดาริน, สับปะรด และผลไม้กระป๋อง มีลำไย ลิ้นจี่ และธัญพืชประเภทเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ของขบเคี้ยว คอนเฟลก และซีเรียล
 
ผลไม้ที่สั่งมาจากต่างประเทศอื่นเช่น ถั่วแดงเม็ดเล็ก ลูกพีช  เป็นต้น โดยลูกค้าจะเลือกท็อปปิ้งเองตามชอบ ท็อปปิ้งอย่างละ 10  บาท  สำหรับท็อปปิ้งยอดนิยมที่มีคนสั่งมากสุดคือ มะม่วง กีวี่ สตรอเบอรี่ ลิ้นจี่  ถั่วแดงเม็ดเล็ก  และคอนเฟลก โดยไอศกรีมรสดั้งเดิม เป็นตัวยืนที่ได้รับความนิยม  หลังเทศกาลถือศีลกินเจได้เพิ่มรสชาเขียวเข้ามาใหม่ 
ขนาดจำหน่ายของไอศกรีมแบรนด์นี้มี 3 ไซส์คือ ไซส์ SS ราคา 49 บาท, ไซส์ S ราคา 89 บาท, ไซส์  M ราคา139 บาท และไซส์  L ราคา 189 บาท (เป็นถ้วยใหญ่ ลูกค้าชอบสั่งเวลามาหลายคน)
จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ทางเจ้าของแบรนด์จึงเปิดให้ผู้ประกอบการไทยเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ เป็น Exclusive แฟรนไชส์ในไทย โดยรูปแบบของร้านคือเป็นไอศกรีมไขมันต่ำ ที่กินแล้วไม่อ้วน เป็นไอศกรีมผลิตจากโยเกิร์ต  มีแลคโตบาซิลลัส และน้ำตาลฟรุตโตสไม่ถึง 0.1% 
ที่จะเพิ่มเสน่ห์คือ บรรยากาศของร้านต้องมีมุมสบาย ๆ สะอาดตา สไตล์คลาสสิก  และดูสดใส เหมาะสำหรับนัดพูดคุยและพบปะสังสรรค์ โดยผลตอบรับของธุรกิจนี้นับว่าดีมาก  ล่าสุดมีทั้งหมด 18 สาขาแล้ว ทั้งนี้ ใครสนใจต้องการร่วมธุรกิจไอศกรีม red mango ติดต่อสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขแฟรนไชส์กับคุณก้อยได้ที่ โทร.0-2685-3121, 08-18021313 หรือดูในเว็บไซต์ www.redmangoThailand.com
กระแสความนิยมในเรื่องต่าง ๆ นั้น หากรู้จักนำหลักธุรกิจ หลักการประกอบอาชีพ เข้าไปจับได้อย่างเหมาะเจาะ-ถูกจุด ก็จะเกิดเป็นธุรกิจ เป็นอาชีพ ที่ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งก็รวมถึง
กระแส “เกาหลีฟีเว่อร์” กระแส “ตื่นตัวใส่ใจการกินเพื่อสุขภาพ” เช่นรายที่ทีมช่องทางทำกิน นำเสนอเป็นกรณีศึกษารายนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2009, 08:03:39 pm โดย nui chayada »