↑ กลับไปบนสุด
[ Close ] สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน

อีเมล:
รหัสผ่าน:

ท่านต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถเข้าระบบได้
[ Close ] สำหรับเจ้าหน้าที่

Username:
Password:


คำแนะนำในการจัดทำบทความ

ทุกท่านที่เข้าร่วมนำเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบ (1) National oral presentation (2) International oral presentation หรือ (3) Poster presentation ให้จัดทำบทความตามคำแนะนำต่อไปนี้
  1. ชื่อเรื่องและชื่อผู้วิจัย
    • การพิมพ์ชื่อเรื่อง ให้วางไว้ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษ แบบคอลัมน์เดี่ยว เริ่มจากชื่อเรื่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาไทยใช้แบบอักษร “TH SarabunPSK” ตัวหนา ขนาด 16 pts.
    • ชื่อผู้วิจัย ให้พิมพ์ไว้ใต้ชื่อเรื่อง ระบุเฉพาะชื่อและนามสกุลโดยไม่ต้องมีคำนำหน้าชื่อ และอยู่กลางหน้ากระดาษ แบบคอลัมน์เดี่ยว
    • รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน สำหรับผลงานวิจัยจากวิทยานิพนธ์หรือการศึกษาอิสระของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน ที่อยู่ของสถาบันหรือที่อยู่ ที่สามารถติดต่อได้สะดวก หมายเลขโทรศัพท์ E-mail อย่างละเอียดไว้ในเชิงอรรถหน้าแรก โดยใช้สัญลักษณ์ ใช้แบบอักษร “TH SarabunPSK” ขนาด 14 pts. ไม่ต้องระบุคำนำหน้า ตำแหน่งทางวิชาการ หรือสถานะของนักศึกษานักศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น
  2. การเขียนบทคัดย่อ
    • ให้แสดงชื่อเรื่อง ชื่อผู้วิจัย บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้จบอยู่ในหน้าแรกหน้าเดียว
  3. หัวเรื่องใหญ่ หัวเรื่องย่อย และเนื้อหา
    • ใช้แบบอักษร “TH SarabunPSK” ตัวหนาขนาด 14 pts. สำหรับหัวเรื่องใหญ่ และใช้ตัวอักษรแบบปกติ ขนาด 14 pts. สำหรับหัวเรื่องย่อย
    • การลำดับหัวข้อในส่วนของเนื้อเรื่อง ไม่ต้องใส่เลขกำกับ
    • การนำเสนอแบบบรรยายภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 6 หน้า A4 และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ ภาษาอังกฤษเท่านั้น ความยาวไม่เกิน 6 หน้า A4
    • ระยะห่างก่อนขึ้นหัวเรื่องใหม่ ให้เว้น 1 บรรทัด (ช่องไฟ 14 pts.)
    • ให้มีการอ้างถึงภาพหรือตาราง (ถ้ามี) ในเนื้อหา และให้แสดงภาพหรือตาราง (ถ้ามี) นั้น หลังจากหัวข้อเอกสารอ้างอิง โดยให้แสดงภาพตามลำดับให้หมดก่อน จึงแสดงตารางให้หมดตามลำดับ
  4. การเขียนสมการ
    • สมการทุกสมการจะต้องมีหมายเลขกำกับอยู่ภายในวงเล็บ และเรียงลำดับที่ถูกต้อง ดังตัวอย่าง
      a+b=c(1)
    • ให้เว้น 1 บรรทัดก่อนและหลังสมการ
  5. การจัดทำกราฟภาพ
    • ภาพจะต้องมีความชัดเจนและสามารถจัดให้ให้ลงในหนึ่งคอลัมน์ได้ และมีรายละเอียดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
    • ตัวอักษรทั้งหมดในภาพ จะต้องสามารถอ่านได้สะดวก และต้องไม่เล็กกว่าตัวอักษรในเนื้อเรื่อง
    • ภาพทุกภาพจะต้องมีหมายเลขกำกับ “ภาพที่ ...” และชื่อภาพ แสดงไว้ใต้ภาพ หมายเลขและคำบรรยายรวมกันแล้วควรจะมีความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด เช่นในการบรรยายภาพ “ภาพที่ 1 ขั้นตอนการดำเนินงาน”
    • จัดภาพให้อยู่ท้ายเอกสารอ้างอิงตามลำดับ และให้เรียงลำดับภาพให้หมดก่อนจึงนำเสนอตาราง
  6. การจัดทำตาราง
    • ตัวอักษรในตารางจะต้องไม่เล็กกว่าตัวอักษรในเนื้อเรื่อง และควรมีกรอบตารางให้ชัดเจน
    • ตารางทุกตารางจะต้องระบุ “ตารางที่ ....” และชื่อตารางกำกับเหนือตาราง ควรมีความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด และเรียงหมายเลขตามลำดับ
    • เพื่อความสวยงาม ให้เว้นบรรทัดเหนือคำบรรยายตาราง 1 บรรทัด และเว้นบรรทัดใต้ตาราง 1 บรรทัด
    • จัดตารางให้อยู่ท้ายเอกสารอ้างอิง หลังการนำเสนอภาพตามลำดับ
  7. การอ้างอิงและเอกสารอ้างอิง
    • การอ้างอิงในเนื้อบทความ ให้ใช้เครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม ระบุลงในบทความ โดยเรียงตามลำดับการอ้างอิงก่อน-หลัง เช่น

      นิยามของ AI หรือ “Appreciative Inquiry (AI) คือกระบวนการการศึกษาและการเปลี่ยนแปลงระบบสังคม (กลุ่ม องค์กร หรือชุมชน) โดยเป็นความพยายามร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ที่จะร่วมค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อที่จะนำมาจินตนาการร่วมกันว่า สิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร ตามด้วยการร่วมกันออกแบบอนาคตที่ดีร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้ผลตอบแทนในรูปของตัวเงิน การบังคับหรือการโน้มน้าวใดๆ [1] ซึ่ง AI มีสมมติฐานว่า “ในทุกคนทุกระบบมีเรื่องราวดีๆ ที่ซ้อนเร้นอยู่อย่างมากมายมหาศาล เราสามารถดึงเรื่องราวดีๆ เหล่านี้มาสร้างการเปลี่ยนแปลง สามารถทำเรื่องที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา” ตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 ผู้บริหารและนักพัฒนาองค์กรได้นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร ด้านการแพทย์ ด้านวิศวกรรม ด้านการพัฒนาองค์กร และการวางแผนกลยุทธ์ [2]

    • พร้อมระบุในเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ เช่น

      [1] Bushe, G.R. (2013). The Appreciative Inquiry Model. In Kessler, Eric H. (Ed.) The
                       Encyclopedia Of Management Theory.
      (pp. 112-119). Thousan Oaks, CA:
                       Sage Publication.

      [2] Cooperrider, D.L. and Whitney, D (2001) A positive revolution in change. In Cooperrider,
                       D.L. Sorenson, P., Whitney, D. & Yeager, T. (eds.) Appreciative Inquiry: An
                       Emerging Direction for Organization Development
      (pp. 9-29). Champaign,
                       IL: Stipes.

    • ให้จัดรายการอ้างอิงให้อยู่ในแนวตรงตามตัวอย่าง โดยเว้นระยะจากขอบซ้ายให้ตรงกันทุกรายการ
    • รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง

      หนังสือ
      ชื่อผู้แต่ง. (ปีพิมพ์). ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์.

      บทความในวารสาร
      ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่(ฉบับที่), เลขหน้า.

      บทความในหนังสือ
      ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ). ชื่อหนังสือ. (หน้า - ).
                  ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์.

      วิทยานิพนธ์
      ชื่อผู้เขียน. (ปีพิมพ์). ชื่อวิทยานิพนธ์. วิทยานิพนธ์ปริญญา........สาขาวิชา........คณะ........สถาบัน........

      อินเตอร์เน็ต
      ชื่อผู้เขียน. (ปีพิมพ์). ชื่อเรื่อง. ค้นเมื่อ........วันที่ เดือน ปี........, จาก........URL……..

  8. การกำหนดระยะกั้นหน้าของเอกสาร
    • กำหนดระยะกั้นหน้าเอกสาร จากด้านซ้าย 3.17 เซนติเมตร จากด้านบน ด้านขวา และด้านล่าง 2.54 เซนติเมตร